ค้นหาบล็อกนี้

วันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ใบหน้าเป็นฝ้า



ใบหน้าเป็นฝ้า


ฝ้าเป็น โรคผิวหนังที่พบบ่อยมาก มีลักษณะเป็นรอยหรือปื้นสีน้ำตาลออกดำขึ้นที่บริเวณใบหน้า เช่น หน้าผาก โหนกแก้มท้งสองข้างและดั้งจมูกเป็นต้น บางรายอาจมีรอยดำที่หัวนม รักแร้ ขาหนีบ หรืออวัยวะเพศร่วมด้วย คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าฝ้าเกิดจากรังสีอัลตร้าไวโอเลตในแสงแดดเพียงอย่าง เดียว จริงๆแล้วการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศหญิงในร่างกายที่ทำให้ผิวหนังสร้าง เม็ดสีมากผิดปกตินั้น เป็นตัวการร่วมสำคัญแม้จะเลี่ยงแดดหรือทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าระดับฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงก็จะทำให้เกิดฝ้าได้อยู่ดี ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฮอร์โมนเพศหญิงในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงมีอยู่ หลายอย่าง เช่น

- การตั้งครรภ์
- การใช้ยาคุมกำเนิด
- การใช้ฮอร์โมนทดแทนหลังหมดประจำเดือน
- เป็นเนื้องอกที่รังไข่
- ความเครียดทางจิตใจ
- การใช้ชีวิตที่ไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ ทำงานหักโหม เป็นต้น
- การใช้ครีมทาหน้าที่ผสมฮอร์โมน

ว่านชักมดลูกเบอร์ 2 ชนิดแคปซูล (สมุนไพรหน้าขาว) เป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรของหมอเส็งที่ช่วยปรับสภาพผิวที่หมองคล้ำ ผิวดำที่เกิดจากฝ้าแดด ฝ้าลม ฝ้าเลือด ฝ้าที่เกิดจากยาคุมกำเนิดให้ขาวนวลขึ้น เนียนละเอียดขึ้น

ครีมสมุนไพรมุกทอง ตราหมอเส็ง สมุนไพรสีทองสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการกินยา เคล็ดลับอยู่ที่สมุนไพรว่านหางจระเข้+ตังกุย+ขมิ้นชัน+บัวบก+มะลิ สูตรลับเฉพาะของหมอเส็ง ช่วยให้ผิวพรรณนุ่มนวล ช่วยดูปัญหากระ ฝ้า จุดด่างดำ ใบหน้าเหี่ยวย่น กระชับรูขุมขน ปลอดภัย ไร้สารเคมี

โรคติดเชื้อภายในสตรี


โรคติดเชื้อภายในสตรี


ด้วย โครงสร้างสรีระอันสลับซับซ้อนของระบบสืบพันธุ์ ทำให้ผู้หญิงติดเชื้อภายในได้ง่าย จากการสำรวจของหน่วยงานสาธารณสุขพบว่า ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ประสบปัญหาการติดเชื้อภายในสูงถึง 80% แต่ส่วนใหญ่ไม่ไปพบหมอเพราะอาย ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังเป็นเวลานานและกลายเป็นต้นเหตุสำคัญของการเป็น หมัน ท้องนอกมดลูก เนื้องอก ซีสต์หรือมะเร็งในระบบสืบพันธุ์จนต้องตัดมดลูกทิ้ง

การติดเชื้อภายในระบบสืบพันธุ์มีชนิดใดบ้าง
- การติดเชื้อภายในระบบสืบพันธุ์ส่วนล่าง เช่น ช่องคลอดอักเสบ ปากมดลูกอักเสบ เป็นต้น
- การ ติดเชื้อภายในระบบสืบพันธุ์ส่วนบน เช่น ปีกมดลูกอักเสบ รังไข่อักเสบ เยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ เยื่อบุช่องท้องภายในอุ้งเชิงกรานอักเสบ เป็นต้น

ทำไมผู้หญิงจึงติดเชื้อภายในได้ง่าย
- โครง สร้างทางสรีระ ระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิงมีปากช่องคลอดเชื่อมต่อภายนอกโดยตรง เวลานั่งห้องน้ำที่ไม่สะอาดหรือมีน้ำกระเซ็นก็จะมีโอกาสทำให้เชื้อโรคผ่าน ช่องคลอดเข้าสู่มดลูกได้ง่าย อีกทั้งบริเวณช่องคลอดมีจุดซ่อนเร้นและเป็นที่อับชื้น ซึ่งเอื้อต่อการหลบซ่อนและแพร่พันธุ์ของเชื้อโรค นอกจากนี้ปากช่องคลอดยังอยู่ใกล้ทวารหนักด้วย หลังขับถ่ายหากเช็ดกระดาษชำระจากด้านหลังมาด้านหน้าก็จะทำให้เชื้อโรคจาก ทวารหนักเข้าไปยังช่องคลอดและก่อให้เกิดการอักเสบภายในได้
- การใช้ชีวิต ที่ไม่ถูกสุขลักษณะ พักผ่อนไม่เพียงพอ และการลดน้ำหนักที่ไม่ถูกวิธี จะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำลง ส่งผลให้ง่ายต่อการติดเชื้อ การใช้ผ้าเช็ดตัวหรือภาชนะอาบน้ำร่วมกับผู้อื่น การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ถูกสุขลักษณะ หรือมีเพศสัมพันธ์ในช่วงมีประจำเดือน การสวนล้างช่องคลอดเป็นประจำ เป็นต้น
- การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างพร่ำเพรื่อ ทำให้ระบบนิเวศของเชื้อจุลินทรีย์ภายในร่างกายเสียความสมดุลจนทำลายสภาวะ ความเป็นกรดอ่อน ๆ ของช่องคลอดส่งผลให้การติดเชื้อภายในง่ายขึ้น
- การคลอดบุตร แท้งบุตร ขูดมดลูกหรือใส่ห่วงคุมกำเนิด เยื่อบุช่องคลอดและมดลูกได้รับบาดเจ็บทำให้ติดเชื้อภายในง่ายขึ้น

การ รักษาด้วยยาปฏิชีวนะมีข้อจำกัด เนื่องจากตัวยาจะฆ่าแบคทีเรียที่เป็นมิตรไปพร้อม ๆ กับเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดการอักเสบ หากใช้ยาปฏิชีวนะบ่อย ๆ จะทำให้เชื้อดื้อยา ส่งผลให้ระบบนิเวศของเชื้อจุลินทรีย์ภายในร่างกายเสียสมดุล ทำให้เชื้อจุลินทรีย์บางชนิดแพร่พันธุ์เร็วผิดปกติจนเกิดเป็นโรคได้ นอกจากนี้การติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์บ่อย ๆ จะส่งผลให้ภูมิคุ้มกันของระบบสืบพันธ์ต่ำลงเรื่อย ๆ ทำให้ติดเชื้อง่ายขึ้น ซึ่งเป็นวงจรที่ส่งผลกระทบซึ่งกันและกันได้


ยาน้ำว่านชักมดลูกตราหมอเส็ง มีส่วนช่วยได้

ปัสสาวะผิดปกติ


ปัสสาวะผิดปกติ


ไตมี หน้าที่ควบคุมความสมดุลของน้ำในร่างกาย โดยการใช้พลังไฟในการระเหยน้ำให้กลายเป็นไอ นำน้ำที่มีสารอาหารส่งไปยังปอด ปอดก็จะส่งกระจายต่อไปทั่วร่างกาย ส่วนน้ำที่ไม่มีสารอาหารก็จะถูกขับไปยังกระเพาะปัสสาวะ ไตทำหน้าที่ควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะด้วย หากไตอ่อนแอลง ความสามารถในการระเหยน้ำก็จะลดลง น้ำจึงไหลล้นไปอยู่ในช่องท้องและใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดอาการบวมน้ำตามร่างกาย ในขณะเดียวกันระบบควบคุมการเปิดปิดกระเพาะปัสสาวะของไตก็ผิดปกติด้วย จึงเกิดปัสสาวะบ่อยครั้ง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปัสสาวะกะปริดกะปรอย ปัสสาวะรดที่นอน พร้อมทั้งมีอาการของภาวะไตอ่อนแออื่น ๆ ร่วมด้วย เช่นอ่อนเพลียเรื้อรัง นอนไม่หลับ เวลานอนแขนขากระตุกหรือสะดุ้งตื่นเป็นประจำ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดหลัง ปวดเอว ขี้หนาว สมาธิไม่ดี ขี้หงุดหงิด ปัสสาวะเป็นฟอง เป็นต้น

ส่วนความ เชื่อที่ว่าปัสสาวะบ่อยน่าจะเกิดจากการดื่มน้ำมากเกินไป จริงๆแล้วการดื่มน้ำมากทำให้ไตขับน้ำปัสสาวะออกมามากจนต้องปัสสาวะบ่อยอาจ เกิดขึ้นได้เป็นการชั่วคราว และต้องไม่มีอาการอื่น ๆ ของภาวะไตอ่อนแอร่วมด้วย หากท่านใดมีอาการปัสสาวะบ่อยครั้งเป็นประจำร่วมกับอาการที่กล่าวไว้ข้างต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง ให้สันนิษฐานได้เลยว่าไม่ได้เกิดจากการดื่มน้ำมากเกินไปหรือกระเพาะปัสสาวะ บีบตัวไวเกินไป แต่เป็นอาการที่เกิดจากภาวะไตอ่อนแอต่างหาก

ยาบำรุงร่างกาย (กล่องแดง) และยาบำรุงร่างกายเบอร์ 2 ตราหมอเส็ง นอกจากเป็นยาที่ปรับสมดุลของธาตุทั้งสี่ภายในร่างกายเราแล้ว ยังมีส่วนช่วยในการทำให้ไตทำงานเป็นปกติด้วย

มะเร็งเต้านม Breast cancer


มะเร็งเต้านม Breast cancer

มะเร็ง เต้านม (Breast cancer) เป็นมะเร็งที่พบบ่อยในผู้หญิงไทย โดยพบมากเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งปากมดลูก โดยสามารถพบได้ 1 ใน 10 ของผู้หญิง มะเร็งเต้านมนั้นสามารถพบได้ในผู้ชายเช่นกัน แต่พบในอัตราที่น้อยมาก
ปัจจัยเสี่ยง
1.ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม โดยพบบ่อยในหญิงที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป

2.หญิง ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมมากกว่าคนปกติ รวมทั้งผู้ป่วยที่เคยเป็นมะเร็งเต้านม ก็มีอัตราเสี่ยงที่จะกลับมาเป็นใหม่สูงกว่าคนปกติด้วย

3.ผู้ที่มีบุตรหลังอายุ 30 ปี รวมทั้งหญิงที่ไม่เคยมีบุตร จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมมากขึ้น

4.การ กลายพันธุ์ของยีน เช่น การเกิดการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 สามารถทำให้เกิดมะเร็งเต้านม และสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้

5.ผู้หญิง ที่มีเต้านมเต่งตึงกว่าอายุ เช่น หญิงที่มีอายุมากกว่า 45 ปี และมีความหนาแน่นของเต้านมมากกว่าร้อยละ 75 จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมมากกว่าคนปกติ

6.ผู้หญิงที่มีประจำเดือนมาตั้งแต่อายุก่อน 12 ปี หรือ ประจำเดือนหมดช้าหลังอายุ 55 ปี จะมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้ง่ายกว่าคนปกติ

7.ผู้ที่รับประทานฮอร์โมนเพศหญิง รวมทั้งผู้ที่ได้รับยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน อาจเกิดมะเร็งเต้านมมากยิ่งขึ้นการสูบบุหรี่

8.ทำให้เพิ่มโอกาสในการเกิดเป็นมะเร็งเต้านมมากขึ้น

อาการเริ่มต้นที่อาจจะเป็นมะเร็ง

อาการ เริ่มต้นของมะเร็งเต้านมมะเร็งระยะเริ่มต้นนั้นมักจะไม่มีอาการเจ็บ แต่อาจจะตรวจพบความผิดปกติเกิดขึ้นที่เต้านม ซึ่งอาจจะเป็นอาการเริ่มต้นของโรคมะเร็งเต้านม ดังนี้

*มีก้อนที่เต้านม (ร้อยละ 15-20 ของก้อนที่คลำได้ บริเวณเต้านมเป็นมะเร็งเต้านม)

*มีการเปลี่ยนแปลงขนาด และรูปร่างของเต้านม

*ผิวหนังเปลี่ยนแปลง เช่น รอยบุ๋ม ย่น หดตัว หนาผิดปกติ บางส่วนมีสะเก็ด

*หัวนมมีการหดตัว คัน หรือแดงผิดปกติ

*มีเลือดหรือน้ำออกจากหัวนม ( ร้อยละ 20 ของการมีเลือดออกจะเป็นมะเร็ง)

*เจ็บเต้านม ( มะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ไม่เจ็บ นอกจากก้อนโตมากแล้ว)

*การบวมของรักแร้ เพราะต่อมน้ำเหลืองโต

การตรวจเต้านมตนเอง
การ ตรวจมะเร็งเพื่อหาการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น พบว่าร้อยละ 80 ของเนื้องอกที่เต้านมผู้หญิงนั้นถูกตรวจพบครั้งแรกด้วยตนเอง การตรวจเต้านมด้วยตนเอง ควรทำทุกเดือนตั้งแต่วัยสาวถึงวัยสูงอายุ เวลาที่ดีที่สุดที่จะทำการตรวจ คือ หลังหมดระดูแล้ว 3-10 วัน เพราะเป็นช่วงที่เต้านมไม่คัดตึงทำให้ตรวจได้ง่ายสำหรับผู้หญิงที่หมดระดู หรือได้รับการตัดมดลูก จะเป็นการดีถ้าได้ทำการตรวจเต้านมตนเองทุกวันที่หนึ่งของทุกเดือน

วิธีการตรวจ 3 ท่า
ทุก ท่าจะต้องบิดลำตัวไปทั้งทางซ้ายและขวาสังเกตรูปร่าง ลักษณะ ความผิดปกติของผิวหนังรอยบุ๋ม รอยนูนของเต้านมหรือสิ่งผิดปกติอื่นๆ ของเต้านมทั้ง 2 ข้าง โดยมีท่า ดังนี้

1.ยืนหน้ากระจก

-ปล่อยแขนข้างลำตัวตามสบาย

-ยกแขนทั้ง 2 ข้างเหนือศีรษะ

-ท้าวเอว เกร็งอกเพื่อให้ผนังทรวงอกกระชับขึ้น

-โค้งตัวมาข้างหน้าใช้มือทั้ง 2 ข้างท้าวเอว

2.นอนราบ

-นอนให้สบาย ตรวจเต้านมขวาให้สอดหมอนหรือม้วนผ้าใต้ไหล่ขวา
-ยก แขนขวาเหนือศีรษะเพื่อให้เต้านมด้านนั้นแผ่ราบซึ่งจะทำให้คลำง่ายขึ้น โดยเฉพาะส่วนบนด้านนอกมีเนื้อหนามากที่สุด และมีการเกิดมะเร็งบ่อยที่สุด
-ใช้ กึ่งกลางตอนบนของนิ้วมือซ้าย (นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง) คลำทั่วเต้านมและรักแร้ ที่สำคัญคือห้ามบีบเนื้อเต้านม เพราะจะทำให้รู้สึกเหมือนเจอก้อนเนื้อซึ่งความจริงไม่ใช่ และทำวิธีเดียวกันนี้กับเต้านมด้านซ้าย
3.ขณะอาบน้ำ
-สำหรับผู้หญิง ที่มีเต้านมขนาดเล็กให้วางมือข้างเดียวกับเต้านมที่ต้องการตรวจบนศีรษะ แล้วใช้นิ้วมืออีกข้างคลำไปทิศทางเดียวกับที่ใช้ในท่านอน
-สำหรับผู้ที่มีเต้านมขนาดใหญ่ ให้ใช้นิ้วมือข้างนั้นประคอง และตรวจคลำเต้านมจากด้านล่าง ส่วนมืออีกข้างให้ตรวจคลำเต้านมด้านบน

ระยะของมะเร็งเต้านม
ระยะ 0 เป็นระยะเริ่มต้นของเซลล์มะเร็งซึ่งยังไม่ลุกลามไปยังเนื้อเยื่อเต้านม
ระยะ 1 ก้อนมะเร็งมีขนาดไม่เกิน 2 ซม.และยังไม่ลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลือง
ระยะ 2 ก้อนมะเร็งมีขนาดระหว่าง 2-5 ซม. ซึ่งอาจจะลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้หรือไม่ก็ได้ หรือมีขนาดไม่เกิน 2 ซม.และลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้แล้ว แต่ยังไม่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น
ระยะ 3 ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 5 ซม.และลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้แล้ว แต่ยังไม่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น
ระยะ 4 มะเร็งแพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น ๆ แล้ว

การดูแลเต้านม

1.อายุ 20 ปีขึ้นไป ควรเริ่มตรวจเต้านมด้วยตนเองทุกเดือน
2.ช่วง เวลาที่เหมาะสมสำหรับการตรวจคือ 3 ถึง 10 วัน นับจากประจำเดือนหมด ส่วนสตรีที่หมดประจำเดือนให้กำหนดวันที่จดจำง่ายและตรวจในวันเดียวกันของทุก เดือน
3.สำหรับผู้ที่มีประวัติในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำ
4.หากพบสิ่งผิดปกติบริเวณเต้านม หรือรักแร้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันทีที่พบ

(คัดลอกข้อมูลจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

ยาน้ำว่านชักมดลูกสูตร2 ตราหมอเส็ง มีส่วนช่วยในการป้องกันมะเร็งเต้านม หากคุณตรวจพบแต่เริ่มแรก ในว่านชักมดลูกหมอเส็งมีสารแอนตี้อ๊อกซิแดนซ์ ปกป้องการเกิดอนุมูลอิสระซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการทำลายเซลล์ต่างๆของร่างกาย

รูมาตอยด์ Rheumatoid


รูมาตอยด์ Rheumatoid


โรคปวดข้อรูมาตอยด์เป็นโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่งที่มี อาการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุข้อเกือบทุกข้อทั่วร่างกายพร้อมๆ กัน รวมทั้งมีการอักเสบของพังผืดหุ้มข้อ เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อด้วย หากมีการอักเสบเรื้อรังเป็นเวลานาน ข้ออาจจะแข็งหรือเกิดการพิการได้ โรคนี้พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 4-5 เท่า และพบมากในช่วงอายุ 20-50 ปี

อาการของโรค
ส่วนใหญ่มีอาการค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากอาการอ่อนเพลียเบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและกระดูก เป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนต่อมาจึงมีอาการอักเสบของข้อปรากฏให้เห็นดังนี้
- ข้อที่มีการอักเสบก่อนคือ ข้อนิ้วมือนิ้วเท้า ข้อมือข้อเท้า ข้อเข่า ต่อมาจะเป็นข้อศอก ข้อไหล่
- ผู้ป่วยมักจะมีลักษณะจำเพาะคือ มีอาการปวดข้อพร้อมกันและคล้ายคลึงกันทั้งสองข้าง และข้อจะบวม แดง ร้อน
- อาการ ปวดข้อและข้อแข็ง (การขยับข้อได้ลำบาก) มักจะเป็นมากในช่วงตื่นนอนตอนเช้า พอสายๆ หรือหลังมีการเคลื่อนไหวของร่างกายก็จะทุเลาลง


สาเหตุของโรค
การแพทย์ตะวันตกสันนิษฐาน ว่าโรคปวดข้อรูมาตอยด์เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการตอบสนองอย่าง ผิดปกติต่อเชื้อโรค หรือสารเคมีบางอย่าง ทำให้มีการสร้างสารแอนติบอดีที่เรียกว่า ปฏิกิริยาภูมิต้านทานตัวเอง

การรักษา

โรคนี้มักไม่หายขาด ยาบำรุงร่างกายเบอร์2 ตราหมอเส็ง ก็สามารถช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้น บรรเทาอาการปวดได้ ควรออกกำลังกาย พักผ่อนและทำกายภาพบำบัดร่วมด้วย

ตับแข็ง Liver cirrhosis



ตับแข็ง Liver cirrhosis

ตับ มีหน้าที่เปรียบเสมือนโรงงานใหญ่ที่คอยจัดการกับสารอาหารต่างๆ เมื่อคนเรากินเข้าไป ตับจะสลายและสร้างสารตัวใหม่ที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย ขณะเดียวกันสารต่างๆ ที่ร่างกายใช้ไปแล้ว ก็จะกลับมาเผาผลาญที่ตับ เพื่อขับเป็นของเสียออกจากร่างกาย


ตับ ยังทำหน้าที่อย่างดีเพื่อดูแลสุขภาพของเรา เช่น ขจัดสารพิษหรือเชื้อโรคออกจากเลือด สร้างภูมิคุ้มกันบางอย่างขึ้นมาเพื่อต่อสู้โรคติดเชื้อ นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่สร้างโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบในการทำให้เลือดแข็งตัว ทำหน้าที่สร้างน้ำดี ซึ่งมีบทบาทในการดูดซึมไขมันและวิตามินชนิดละลายในน้ำมันให้กับร่างกาย

โรคตับ แข็งเป็นโรคเรื้อรังที่ทำให้เกิดการสูญเสียโครงสร้างของตับ โดยปกติเนื้อตับจะนุ่ม แต่ถ้ามีอาการอักเสบหรืออันตรายต่อตับ เนื้อตับจะถูกทำลายกลายเป็นพังผืดลักษณะคล้ายแผล ซึ่งจะทำให้ไปเบียดเนื้อตับที่ดี และทำให้เลือดไปเลี้ยงตับน้อยลง ถ้ามีการทำลายเซลล์ตับอย่างเรื้อรังจนมีพังผืดเกิดขึ้นมาก เนื้อตับที่เคยนุ่มจะค่อยๆแข็งขึ้น จนกลายเป็นตับแข็งในที่สุด ส่งผลให้สมรรถภาพการทำงานของตับลดลง ซึ่งนำมาสู่สุขภาพร่างกายแย่ลงด้วย

สาเหตุ ที่เซลล์ตับถูกทำลายมีอยู่หลายประการ ที่พบบ่อยมากมักจะเกิดจากการดื่มเหล้าจัดติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งแอลกอฮอล์ในเหล้าหรือสุราเมื่อดื่มไปมากๆ จะทำให้เกิดความผิดปกติของการใช้โปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตในตับ จึงเกิดภาวะตับอักเสบและเรื้อรังจนกลายเป็นโรคตับแข็ง นอกจากนี้ ภาวะตับแข็งยังอาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี หรือการใช้ยาบางชนิดติดต่อกันนานๆ เช่น ยาแก้ปวดลดไข้พาราเซตามอล ยาปฏิชีวนะเตตราไซคลีน ยารักษาวัณโรคบางชนิด หรืออาจเป็นเพราะการเจ็บป่วยด้วยโรคบางอย่าง ทำให้มีภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้เป็นโรคตับแข็งได้ด้วย เช่น โรคทาลัสซีเมีย อ้วน เบาหวาน ภาวะหัวใจเรื้อรัง และภาวะขาดอาหาร

คนเป็น โรคตับแข็งในระยะเริ่มแรกมักไม่มีอาการผิดปกติชัดเจน อาจมีเพียงอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ คล้ายอาหารไม่ย่อย จึงไม่ค่อยรู้สึกตัวว่ามีความผิดปกติที่ตับ ต่อมาจะเริ่มรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียนเป็นบางครั้ง น้ำหนักลด อาจรู้สึกเจ็บบริเวณชายโครงขวาเล็กน้อย เนื้อตัวและนัยน์ตาเหลือง เนื่องจากตับไม่สามารถขับน้ำดี จึงมีการสะสมน้ำดีตามผิวหนังจนมีสีออกเหลืองๆ และยังทำให้มีอาการคันตามตัวได้ ความรู้สึกทางเพศลดลง ในผู้หญิงอาจมีอาการประจำเดือนขาดหรือมาไม่สม่ำเสมอ มีหนวดขึ้น หรือมีเสียงแหบแห้งคล้ายผู้ชาย ในผู้ชายอาจรู้สึกนมโตและเจ็บ อัณฑะฝ่อตัว บางคนอาจสังเกตเห็นฝ่ามือแดงผิดปกติ หรือมีจุดแดงที่หน้าอก หน้าท้อง

เมื่อ เป็นโรคตับแข็งอยู่หลายปีหรือยังดื่มเหล้าจัด จะมีอาการท้องมาน เท้าบวม เนื่องจากตับไม่สามารถสร้างโปรตีนอัลบูมิน (albumin) ซึ่งเป็นตัวควบคุมความดันน้ำในหลอดเลือดได้เพียงพอ พังผืดที่ดึงรั้งในตับก็จะมากขึ้น ทำให้การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ มีแรงดันในเลือดเพิ่มมากขึ้น เกิดการแตกแขนงเป็นเส้นเล็กๆ ซึ่งจะเปราะบาง และแตกได้ง่าย เห็นเป็นหลอดเลือดพองที่หน้าท้อง เกิดหลอดเลือดขอดที่หลอดอาหารและขา ซึ่งอาจจะแตก ทำให้อาเจียนเป็นเลือดสดๆ ทำให้เสียเลือดมาก อาจจะช็อกถึงตายได้ ในระยะสุดท้ายเมื่อตับทำงานไม่ได้ที่เรียกว่าตับวาย ก็จะเกิดอาการทางสมอง ซึม เพ้อ ไม่ค่อยรู้ตัว (Hepatic encephalopathy) จนหมดสติได้http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=8094407775040486893#

โรคตับ แข็งนี้ไม่มีทางรักษาให้หายขาด เพราะเซลล์ตับที่ถูกทำลายไปแล้ว ไม่สามารถฟื้นกลับมาเป็นปกติได้ แต่สามารถชะลอหรือหยุดการทำลายตับได้ ถ้าเป็นตับแข็งระยะเริ่มแรก และปฏิบัติตัวได้เหมาะสม ซึ่งจะสามารถมีชีวิตได้นานเกิน ๕-๑๐ ปีขึ้นไป แต่ถ้าปล่อยให้มีภาวะแทรกซ้อนชัดเจน เช่น ดีซ่าน ท้องมาน อาเจียนเป็นเลือด ก็จะมีชีวิตสั้น อาจอยู่ได้ ๒-๕ ปี

การ ดูแลภาวะโภชนาการสำหรับผู้ป่วยโรคตับแข็งมีความสำคัญมาก ทั้งนี้ขึ้นกับระยะของโรค และการประเมินภาวะโภชนาการของผู้ป่วยแต่ละรายซึ่งอาจไม่เหมือนกัน โดยทั่วไปอาหารประเภทแป้งจะมีประโยชน์มากกว่าน้ำตาล ควรเน้นการบริโภคคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ส่วนอาหารประเภทโปรตีน ควรเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์นมและโปรตีนจากพืช ไม่ควรบริโภคเนื้อสัตว์ในปริมาณที่มากเกินไป ควรรับประทานอาหารประเภทโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสม โดยหากยังไม่มีภาวะตับวายสามารถรับประทานโปรตีนได้ในปริมาณปกติ ในรายที่ตับเสื่อมมากๆ การรับประทานโปรตีนมากเกินไปก็จะเกิดอันตรายต่อร่างกายได้ ทางที่ดีที่สุดควรรับประทานโปรตีนจากพืช เช่น นมถั่วเหลือง เป็นต้น

ยาบำรุงร่างกาย(กล่องแดง) ตราหมอเส็ง มีส่วนช่วยบำรุงตับให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ความดันโลหิตต่ำ Hypotension


ความดันโลหิตต่ำ Hypotension


โรคความดันโลหิตต่ำ ( Hypotension )
โรค ความดันโลหิตต่ำเป็นโรคพบน้อยกว่าโรคความดันโลหิตสูง และผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำมีอันตรายและภาวะเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนอื่นๆได้ น้อยกว่าผู้ที่มีความดันโลหิตสูง อย่างไรก็ตาม ภาวะความดันโลหิตต่ำก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง เพราะความดันโลหิตต่ำจะทำให้คุณเวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย อ่อนแรง เป็นลมได้ง่าย และผู้ป่วยจะมีอาการวิงเวียนได้ง่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเปลี่ยนท่า จากท่านอนมาเป็นยืนหรือนั่ง


สาเหตุของภาวะความดันโลหิตต่ำ
• สาเหตุส่วนใหญ่ของภาวะความดันโลหิตต่ำ คือ ภาวะขาดสารอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งขาดสารอาหารประเภทโปรตีน วิตามินซี วิตามินบี ทำให้เนื้อเยื่อรอบๆผนังหลอดเลือดแดงไม่แข็งแรง และคลายตัวมากเกินไป
• การสูญเสียโลหิต ทั้งแบบกะทันหัน เช่นอุบัติเหตุ หรือการสูญเสียโลหิตแบบเรื้อรัง เช่น บาดแผลในกระเพาะอาหาร ลำไส้หรือที่ไต
• การสูญเสียน้ำ เช่น เหงื่อ ท้องเสีย หรือการขาดการดื่มน้ำที่เพียงพอต่อร่างกาย
• การติดเชื้อรุนแรง เช่นสารพิษที่ปนเปื้อนในอาหาร
• โรคหัวใจ
• การตั้งครรภ์

อาการของโรค
ส่วน ใหญ่ของผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตต่ำ มักมีอาการหน้ามืด เวียนศีรษะได้ง่าย เหงื่อแตก ใจเต้นเร็ว อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เป็นลมหมดสติ หรือเกือบหมดสติ แล้วหากเวลาที่มีการเปลี่ยนท่าอย่างรวดเร็ว เช่นจากนั่งยองๆ แล้วลุกขึ้นยืน หรือกำลังนอนอยู่แล้วลุกขึ้นเร็วๆ จะเกิดอาการเวียนศีรษะชั่วคราว อาการหน้ามืดวิงเวียนดังกล่าวเกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ จะรู้สึกตาพร่าหรือตาลายร่วมด้วย แต่พอผ่านไปซักพักก็จะหายกลับมามองเห็นชัดเป็นปกติ หากมีอาการอดนอนหรือนอนไม่พอ จะมีอาการเวียนหัวและอ่อนเพลียได้ง่าย

การรักษา
หากมีอาการดังกล่าวแล้วไม่แน่ใจ ควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ทำการวินิจฉัยและรักษาตามสาเหตุ
- ถ้าไม่มีสาเหตุชัดเจน อาจต้องตรวจเลือด ปัสสาวะ และอื่น ๆ ที่จำเป็น
- แนะนำให้ลุกขึ้นนั่งหรือยืนช้า ๆ อย่าลุกพรวดพราด เพื่อให้ร่างกายปรับตัว
- ควรออกกำลังกายบ้าง แต่ค่อยๆออกกำลังกาย อย่าหักโหม เพื่อช่วยให้หัวใจแข็งแรง
- หากมีปัญหาเรื่องขาดอาหาร ก็ควรให้สารอาหารชดเชย อาทิเช่น
• กรดโฟลิคจากน้ำผึ้งช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง
• กรดอะมิโนในสาหร่ายเกลียวทอง เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อผนังเส้นเลือดและระบบประสาทอัตโนมัติ
• วิตามินบี เกลือแร่ ในว่านหางจระเข้ช่วยให้เกิดสมดุลของความดันโลหิต
• วิตามินซี ช่วยในการดูดซึมแคลเซี่ยม ธาตุเหล็กและกระบวนการเมตาโบลิซึมของร่างกาย
• วิตามินอีในเมล็ดทานตะวันช่วยลดการแตกตัวของเม็ดเลือดแดง
• ควรรับประทานอาหารที่มีโปรตีน เช่นเนื้อปลา เพราะอาหารเหล่านี้จะช่วยสร้างเม็ดเลือดและกระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนต่อม หมวกไต ช่วยในการปรับระดับความดันโลหิตให้สูงขึ้น