ค้นหาบล็อกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2553

หน้ามืด


หน้ามืด



โรคนี้เกิดจากภาวะของเส้นเลือดแดง มีลักษณะผนังหนาขึ้น รูตีบแคบลง ความยืดหยุ่นน้อยลง ทำให้ทางเดินของเลือดที่ลำเลียงออกซิเจนและอาหารไปที่สมองแคบลง การหมุนเวียนของเลือดจึงเป็นไปอย่างยากลำบาก ปริมาณเลือดไปเลี้ยงสมองจึงไม่เพียงพอ ส่งผลให้ร่างกายแสดงความผิดปกติต่าง ๆ เกิดขึ้น

ปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตเนื่องจากเนื้อสมองตาย(Cerebral Infarction) มากถึงประมาณ 90,000 คนและ 10 % จากจำนวนนี้มีสาเหตุจากโรคเส้นเลือดที่สมองอุดตัน และคาดว่าจะมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ฉนั้นหากคุณเป็นคนที่ชอบรับประทานอาหารมันๆ จึงต้องพึงระวังโรคนี้ไห้ดี

กลุ่มเสี่ยง
บุคคลที่มีพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกต้อง กลุ่มคนที่มีอาการความดันโลหิตสูงและครอบครัวที่มีประวัติผู้สูงอายุเป็นโรค เบาหวาน ความดันโลหิตสูง อ้วน ไขมันในเลือดสูง เครียด ไม่ออกกำลังกายและพักผ่อนน้อย
อาการที่พึ่งระวัง อาการหน้ามืด สมรรถภาพในการมองเห็นน้อยลง ได้ยินเสียงก้องในหู

วิธีการรักษา
ในระยะเริ่มต้นที่แสดงอาการชั่วคราวแล้วดีขึ้นเอง แพทย์จะให้รับประทานยาเพื่อป้องกันการจับกลุ่มของเลือด และในการรักษาจำเป็นต้องรับประทานยาในระยะยาว กรณีที่อาการอยู่ในช่วงที่หลอดเลือดถูกอุดตันไปแล้ว ถ้ามาถึงโรงพยาบาลเร็วแพทย์จะรักษาโดยการฉีดยาละลายลิ่มเลือดเข้าทางหลอด เลือดดำทันที หรือแพทย์อาจเลือกใช้วิธีใส่สายสวนเข้าไปขยายหลอดเลือดเข้าไปขยายหลอดเลือด ที่ตีบนั้นออกแล้วจ่ายยาให้รับประทานต่อไป


รู้ไว้ไกลโรค
ตัวอย่างอาหารที่มีปริมาณคลอเลสเตอรอลมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด สำหรับความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับปริมาณคลอเลสเตอรอลในอาหารแต่ละชนิด จำนวน 1 จาน
1. พิซซ่า คลอเลสเตอรอล 876 แคลอรี่ ไขมัน 48 กรัม
2. ข้าวมันไก่ คลอเลสเตอรอล 596 แคลอรี่ ไขมัน 24.7 กรัม
3. กระเพราไก่ไข่ดาว คลอเลสเตอรอล 554 แคลอรี่ ไขมัน 21.2 กรัม
4. ขนมจีน คลอเลสเตอรอล 483 แคลอรี่ ไขมัน 16.3 กรัม
5. ข้าวขาหมู คลอเลสเตอรอล 450 แคลอรี่ ไขมัน 16.4 กรัม


ข้อมูลจากโรงพยาบาลพญาไท

คอเลสเตอรอล


คอเลสเตอรอล

คอเลสเตอรอล (Cholesterol) คือ สารไขมันคล้ายขี้ผึ้งที่ปรากฏอยู่ในทุกเซลล์ของร่างกาย เนื่องจาก cholesterol มีความสำคัญต่อร่างกายมาก จนกระทั่งร่างกายจำเป็นต้องมีขบวนการสร้าง cholesterol ขึ้นเอง ทั้งนี้เพื่อประกันว่าจะมี cholesterol อยู่เสมอ ขณะที่ cholesterol อีกส่วนหนึ่ง ร่างกายจะได้จากอาหาร จำพวก นม เนย ไข่ และเนื้อสัตว์ แต่เนื่องจากพืชไม่สร้าง cholesterol ดังนั้นอาหารจำพวกพืชจึงปราศจาก cholesterol

ปกติร่างกายจะรักษาความสมดุลของ cholesterol ให้คงที่เสมอ กล่าวคือ ถ้ากินอาหารพวกเนื้อสัตว์มาก ร่างกายก็จะลดการสร้าง cholesterol ลง ในทางตรงข้ามถ้ากินอาหารที่เป็นพืชมากร่างกายก็จะสร้าง cholesterol เพิ่มขึ้นเพื่อชดเชย โดย cholesterol ส่วนเกินจะถูกส่งไปที่ตับในน้ำดี และถูกกำจัดออกทางอุจจาระ


การสูงขึ้นของระดับ cholesterol ที่ผิดปกติ มีสาเหตุหลัก 2 ประการ คือ จากพันธุกรรม และพฤติกรรมการกินอาหารของแต่ละบุคคล และอาจรวมถึงสาเหตุอื่นด้วย เช่น การขาดการออกกำลังกาย และการสูบบุหรี่เป็นต้น


ไขมันในเลือด มี 3 ประเภทดังนี้

1) LDL (low density lipoprotein) LDL Cholesterol เป็นไขมันตัวร้าย ถ้ามีมากจะสะสมในหลอดเลือดแดง มาจากการบริโภคอาหารที่มี คอเลสเตอรอลสูง ยิ่งระดับ LDL-C สูงเท่าไหร่ อัตราการเป็นโรคหัวใจก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
2) HDL (high density lipoprotein) HDL Cholesterol เป็นไขมันตัวดี มีหน้าที่กำจัดคอเลสเตอรอลออกจากผนังเส้นเลือด และป้องกันการเกิดเส้นเลือดแข็งตัว ดังนั้นการมีระดับ HDL-C ในเลือดสูง จะลดอัตราเสี่ยงจากการเกิดโรคหัวใจตีบตัน หัวใจแข็งตัวได้
3) TG (Triglyceride) เป็นไขมันอีกชนิดหนึ่งในกระแสเลือดเปรียบเสมือน "ผู้ช่วยตัวร้าย" ได้มาจากไขมันที่มาจากทั้งพืชและสัตว์ TG มีประโยชน์ในการช่วยดูดซึมวิตามิน A D E K แต่ถ้ามีระดับ TG ในเลือดสูงเกินไปพร้อมกับระดับ LDL-C สูงด้วย จะยิ่งเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจขาดเลือดและทำให้ตับอ่อนอักเสบ


คอเลสเตอรอลกับหัวใจ จากการวิจัยของต่างประเทศพบว่า คอเลสเตอรอลเริ่มสะสมตามหลอดเลือดหัวใจได้ตั้งแต่อายุ 15 ปี และจะอันตรายยิ่งขึ้นสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรมเป็นโรคเบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้ตับสร้างคอเลสเตอรอลมากกว่าปกติ หากพบว่ามีความเสี่ยงดังกล่าวและผลตรวจร่างกายชี้ชัดว่ามีปริมาณคอเลสเตอรอลสูง ควรรีบไปพบแพทย์

คอเลสเตอรอลกับสมอง เมื่อคอเลสเตอรอลเข้าไปสะสมในเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองไม่ว่าจะบริเวณใดก็ตาม จะก่อให้เกิดความผิดปกติบริเวณนั้นๆ เช่น หากเส้นเลือดบริเวณสมองส่วนควบคุมการทรงตัวเกิดตีบ ตัน หรือแตก ร่างกายก็สูญเสียการควบคุมการทรงตัว กลายเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตหรือพาร์คินสัน หากเกิดกับเส้นเลือดสมองส่วนควบคุมการรับรู้ อาจทำให้ความจำเสื่อม เป็นอัลไซเมอร์ เป็นต้น แต่ก่อนที่อาการผิดปกติของเส้นเลือดจะส่งผลถึงสมอง มักจะเกิดขึ้นกับหัวใจก่อนเสมอ

คอเลสเตอรอลกับตับและไต หากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงตับหรือไตเกิดอาการตีบ แตกหรือตัน ก็อาจทำให้ตับหรือไตสูญเสียการทำงาน ถึงขั้นตับวายหรือไตวายจนเสียชีวิตได้

ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ส่วนมากคงจะคุ้นเคยกับคอเลสเตอรอล ซึ่งมีผลต่อการตีบตันของหลอดเลือดแดงในร่างกาย แต่ยังมีไขมันในเลือดอีกตัวหนึ่งคือไตรกลีเซอไรด์ ที่มีผลเสียต่อสุขภาพของหลอดเลือดแดงเช่นกันถ้าระดับของไขมันในเลือดสูง ไตรกลีเซอไรด์คล้ายโคเลสเตอรอลที่สามารถทำให้เกิดโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดได้โดยตัวมันเอง จากงานวิจัยพบว่าแม้คอเลสเตอรอลในเลือดจะมีระดับปกติ แต่ถ้าไตรกลีเซอไรด์สูงจะทำให้สามารถเกิดโรคได้คือ เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต นอกจากนี้ถ้าระดับไตรกลีเซอไรด์สูงมากจะเพิ่มความเสี่ยงของโรคตับอ่อนอักเสบ ซึ่งถ้าเป็นรุนแรงอาจทำให้ตายได้


ในทางเคมีไตรกลีเซอไรด์ เป็นสารประกอบที่มีกรดไขมัน 3 โมเลกุล ซึ่งถูกทำให้เป็นเกลือเอสเตอร์ ที่เรียกว่ากลีเซอรอล ไตรกลีเซอรอลเป็นไขมันที่เป็นกลาง สังเคราะห์มาจากคาร์โบไฮเดรตแล้วเอาไปเก็บไว้ในเซลล์ไขมัน เมื่อเซลล์ไขมันถูกย่อย มันจะปล่อยกรดไขมันออกมาสู่กระแสเลือด ถ้าคุณมีระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ควรจะเปลี่ยนวิถีชีวิตการกินอยู่ให้ดีขึ้น เช่นลด ละ เลิก อาหารบางอย่างร่วมกับการออกกำลังกาย


คนที่มีความเสี่ยงต่อไตรกลีเซอไรด์สูง
- คนอ้วน
- ดื่มแอลกอฮอล์ สารตัวนี้ทำให้ตับผลิต ไตรกลีเซอไรด์ มากขึ้น และลดการกำจัดไขมันจากเลือด ทำให้ระดับไขมันในเลือดสูง
- กินอาหารมากเกินความต้องการของร่างกาย โดยเฉพาะของหวานที่มีน้ำตาลมาก น้ำตาลส่วนเกินจะเปลี่ยนไปเป็น ไตรกลีเซอไรด์
- อายุมาก คนที่อายุมากจะมีระดับ ไตรกลีเซอไรด์ สูงขึ้นด้วย
- ยาบางตัวทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์เพิ่มสูงขึ้น เช่น ยาขับปัสสาวะ ไธอาไซด์(Thiazide diuretics) การให้ฮอร์โมนรักษาโรคคุมกำเนิดบางตัว
- พันธุกรรม
- จากโรคบางชนิด ได้แก่ เบาหวานชนิดที่ 2 ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย โรคตับ และโรคไต


ระดับไตรกลีเซอไรด์ที่สูงสามารถทำให้ลดลงได้ ด้วยการควบคุมอาหาร คือลดอาหารประเภทไขมัน น้ำตาล และแอลกอฮอล์ การลดน้ำหนักและออกกำลังกายวันละ 30 นาที ก็สามารถลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้ การกินอาหารประเภทปลา ซึ่งมีกรดไขมันโอเมก้า 3 สามารถทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลงได้ นักวิจัยพบว่า กรดไขมันโอเมก้า 3 จากน้ำมันปลามีฤทธิ์ช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ และเพิ่มระดับ (HDL)คอเลสเตอรอลตัวที่ดี ซึ่งทำให้ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือดและอัมพาต อัมพฤกษ์ได้

มีลูกยาก

มีลูกยาก




"ภาวะมีลูกยากหมายถึงการที่คู่สมรสไม่ตั้งครรภ์ใน 1 ปี ทั้งๆ ที่มีเพศสัมพันธ์กันสม่ำเสมอ และไม่ได้คุมกำเนิด"

การที่คนเราจะมีลูกได้นั้น สามีต้องมีเชื้ออสุจิที่แข็งแรง ภรรยาต้องมีไข่ซึ่งเกิดจากรังไข่ที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ทั้งก่อนและหลังไข่ตก "เชื้ออสุจิ" ต้องพบกับ "ไข่" ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ซึ่งโดยปกติสถานที่นัดพบครั้งแรกจะเป็น "ท่อนำไข่" ดังนั้น "ท่อนำไข่" ต้องสะดวกในการเดินทางและมีบรรยากาศที่ไม่เป็นพิษ เมื่อพบกันอสุจิต้องผสมกับไข่ให้ได้ เพราะทั้งสองมีอายุการใช้งานที่สั้นเพียง 24-48 ชั่วโมงเท่านั้น การผสม (Fertilization) ต้องพอเหมาะพอดี เร็วเกินไปหรือช้าเกินไปจะได้ "ตัวอ่อน" ที่ไม่ดี


ตัวอ่อนที่ได้จากการผสมจะเดินทางในท่อนำไข่เข้าหาโพรงมดลูก ซึ่งในระหว่างทางจะแบ่งตัวและเติบโตแต่ห้ามมีอะไรมาขัดขวาง มิฉะนั้น "ตัวอ่อน" จะตายหรือหยุดลงฝังตัวตรงนั้น "ตัวอ่อน" เดินทางในท่อนำไข่ 5-7 วันก็ถึงโพรงมดลูกสักระยะหนึ่ง และฝังตัวในราววันที่ 7-9 นับแต่วันที่ปฏิสนธิ มดลูกของสตรีจึงมีคุณค่าในการรักษาชีวิต "ตัวอ่อน" ต่อแต่นี้ไป หากมดลูกไม่ดี เช่นมีเนื้องอกหรือเยื่อโพรงมดลูกบางเกินไป "ตัวอ่อน" อาจฝังตัวไม่ได้ และตายไปสตรีผู้นั้นก็จะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้


ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า คนเราจะเกิดมาได้ ต้องมีองค์ประกอบสมบูรณ์ดี อย่างน้อย 5 ประการ
1. ฝ่ายชายต้องมี "เชื้ออสุจิ" จำนวนมากพอสมควร แข็งแรงและเคลื่อนไหวได้ดี
2. ฝ่ายหญิงต้องมี "ไข่" ที่สมบูรณ์ดีและมีการตกไข่ที่สม่ำเสมอ
3. มูกปากมดลูก ต้องมีคุณภาพดีปริมาณพอเหมาะ และเป็นมิตรคอยช่วยเหลือการเดินทางของ "อสุจิ" จนถึงจุดหมายปลายทาง
4. เส้นทาง ตั้งแต่ปากมดลูก, โพรงมดลูกและท่อนำไข่ ต้องดี สะดวกไม่มีอุปสรรคขัดขวางทั้งขาไปและขากลับ
5. มดลูกต้องดี ไม่มีเนื้องอก เยื่อบุโพรงมดลูกต้องหนาพอที่จะรองรับการฝังตัวและเจริญเติบโตของ "ตัวอ่อน" อย่างไม่มีปัญหา จนถึงกำหนดคลอดออกมา


ปัญหาของการมีบุตรยากร้อยละ 40 มาจากฝ่ายชาย ร้อยละ 50 มาจากฝ่ายหญิง และร้อยละ 10 มาจากปัญหาอื่น ๆหรือที่ยังระบุสาเหตุไม่ได้ ปัญหาของฝ่ายชายอยู่ที่คุณภาพ และปริมาณอสุจิ (สเปิร์ม / sperm) ไม่ดีพอ เช่น เป็นหมัน สูบบุหรี่ อัณฑะถูกความร้อน (เช่น ขี่มอเตอร์ไซค์ที่อานตากแดดจนร้อนโดยไม่หาอะไรรอง เพื่อกันความร้อน วางคอมพิวเตอร์แลปทอปไว้บนตัก แช่น้ำอุ่น อบเซาน่า ฯลฯ) นอกจากนั้นการได้รับสารเคมี เช่น ตะกั่วจากหม้อก๋วยเตี๋ยวที่เชื่อมด้วยตะกั่ว ตะกั่วจากหมึกพิมพ์ (เช่น อ่านหนังสือพิมพ์แล้วไม่ล้างมือก่อนกินข้าว ฯลฯ) ก็ทำให้อสุจิของฝ่ายชายเสื่อมสภาพได้เช่นกัน


ปัญหาของฝ่ายหญิงอาจเกิดจากการตกไข่ผิดปกติ หรือทางเดินของไข่จากรังไข่ไปยังท่อรังไข่ โพรงมดลูก ปากมดลูก หรือช่องคลอด ตัวอย่างเช่น ถ้าฝ่ายหญิงติดเชื้อกามโรค เช่น หนองในเทียม ฯลฯ มาก่อน อาจทำให้ท่อรังไข่ตีบตันได้



ปัญหาอื่นๆ หรือไม่ทราบสาเหตุ เช่น ความเครียด มีเพศสัมพันธ์ถี่หรือห่างมากเกินไป


ยาน้ำว่านชักมดลูกสูตร1 ตราหมอเส็ง ช่วยแก้ปัญหาที่ฝ่ายหญิง
และยาน้ำกระชายดำสูตร2 ตราหมอเส็ง ช่วยแก้ปัญหาที่ฝ่ายชาย

ยาน้ำว่านชักมดลูกสูตร 1 ตราหมอเส็ง


ยาน้ำว่านชักมดลูกสูตร 1 ตราหมอเส็ง




ส่วนประกอบ : ในน้ำยา 2,255 ซีซี เตรียมจากส่วนประกอบสำคัญ
ว่านชักมดลูก 100 กรัม
เล็กตี่อึ้ง 100 กรัม
ฝาง 100 กรัม
โกฐเชียง 100 กรัม
และตัวยาอื่นๆ

วิธีรับประทาน
รับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ หรือ 30 ซีซี
วันละ 2 ครั้ง (ก่อนอาหาร) เช้า – เย็น

ว่านชักมดลูก เป็นสมุนไพรไทยใช้สำหรับดูแลความสะอาดภายในช่องคลอดของสตรี ว่านชักมดลูก ให้คุณประโยชน์กับสุภาพสตรีอย่างมหาศาล(ถ้ารู้จักใช้ให้ถูกต้อง)
คุณค่าของว่านชักมดลูก แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ

ส่วนที่ 1.ใช้เป็นสมุนไพรดูแลความสะอาดภายในช่องคลอด
1.1 ใช้ว่านชักมดลูกช่วยดูแลอาการมดลูกต่ำ มดลูกโต มดลูกบาง หรือปวดหน่วงมดลูกเป็นประจำ
1.2 แก้หน่วง เสียวท้องน้อย หรือปีกมดลูกทั้ง 2 ข้าง
1.3 แก้ปวดประจำเดินอย่างรุนแรงระหว่างมีรอบเดือน
1.4 ช่วยป้องกันไม่ให้แท้งบุตรง่าย หรือตกเลือด
1.5 ช่วยลดอาการระดูขาว หรือมุตกิดเรื้อรังที่เป็นมานานในสุภาพสตรี
1.6 ดับกลิ่นภายในช่องคลอดอย่างมหัศจรรย์
1.7 ช่วยให้ความอบอุ่นกับร่างกาย ช่วยลดอาการมือ-เท้าเย็น, ขี้หนาว, หนาวในอก
1.8 ช่วยลดอาการเจ็บหรือปวดภายในช่องคลอดเวลาร่วมเพศ


ส่วนที่ 2.ปรุงเป็นอาหารเสริมสร้างร่างกายที่เสื่อมโทรมให้แข็งแรง
2.1 ช่วยให้ผิวพรรณชุ่มชื้น มีน้ำมีนวล ผิวลื่นละเอียดขึ้น
2.2 ช่วยบำรุงผิวหน้าที่เหี่ยวย่นและหยาบก้านมาก ๆ ให้ดีขึ้น
2.3 ช่วยเสริมสร้างหญิงที่มีหน้าท้องที่เหี่ยวย่น หรือหย่อนยานที่เกิดจาก การคลอดบุตร ให้หายไป
2.4 ช่วยให้ภายใน และปากช่องคลอดกระชับเหมือนสาว ๆ อย่างมหัศจรรย์
2.5 ช่วยเสริมสร้างสตรีที่มีอารมณ์ทางเพศบกพร่องให้สมบูรณ์เป็นปกติ
2.6 ช่วยให้สตรีที่มีอายุเริ่มเข้าวัยกลางคนที่ไม่มีน้ำหล่อลื่นภายในช่องคลอด ให้มีน้ำหล่อลื่นเป็นปกติเหมือนธรรมชาติ
2.7 คนโบราณใช้ว่านชักมดลูกหลังการคลอดบุตร ใช้แทนการอยู่ไฟ ช่วยเสริมสร้างน้ำนมของคุณแม่


ยาน้ำกระชายดำสูตร 2 ตราหมอเส็ง

ยาน้ำกระชายดำสูตร 2 ตราหมอเส็ง

ในน้ำยา 2030 ซีซี ส่วนประกอบสำคัญผลิตมาจาก
กระชายดำ 100 กรัม
โสมเกาหลี 90 กรัม
โกฐเชียง 85 กรัม
อึ้งคี้ 85 กรัม
กำลังเสือโคร่ง 85 กรัม
กำลังวัวเถลิง 85 กรัม
และตัวยาอื่นๆ

วิธีรับประทาน
รับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 2 ครั้งหลังอาหาร

สรรพคุณ ยาน้ำกระชายดำ สูตร 2 ตราหมอเส็งมีสมุนไพรรวมกว่า 61 ชนิดช่วยให้อารมณ์ทางเพศของผู้ชายมีความสมบูรณ์ขึ้น มีปริมาณน้ำเชื้อมากขึ้น และยังบำรุงร่างกาย แก้อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย เหน็บชา ปวดหลัง
ปวดคอ ปวดเข่า ช่วยบำบัดอาการของโรคเก๊าต์ รูมาตอยล์เรื้อรัง บำบัดอาการโลหิตจาง มึนศีรษะ หน้ามืด
เป็นลมบ่อย ช่วยบำบัดคนที่มีโลหิตจาง มึนศีรษะ ช่วยบรรเทาอาการเหน็บชา ช่วยบรรเทาอาการต่อมลูกหมากโต

ขมิ้นชันตราหมอเส็ง

ขมิ้นชันตราหมอเส็ง

ส่วนประกอบสำคัญ : ใน 1 แค็ปซูล

ผงขมิ้นชัน 30% (150 มิลลิกรัม)
ผงใบสะระแหน่ 10% (50 มิลลิกรัม)
ผงเมล็ดเก๋ากี้ 10% (50 มิลลิกรัม)
ผงดอกเก็กฮวย 10% (50 มิลลิกรัม)
ผงรากบัวหลวง 9% (45 มิลลิกรัม)
ผงใบพลูคาว 7% (35 มิลลิกรัม)
ผงรากตังกุย 4% (20 มิลลิกรัม)
และอื่นๆอีก

วิธีรับประทาน
รับประทานครั้งละ 2 – 4 แคปซูล
วันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น

ขมิ้นชันตราหมอเส็งมีสรรพคุณไม่เหมือนกับขมิ้นชันทั่วไป เพราะในขมิ้นชันตราหมอเส็งประกอบไปด้วยสมุนไพร 32 ชนิดเป็นสูตรพิเศษ ปรุงขึ้นโดยเฉพาะโดยคุณหมอเส็ง นอกจากมีส่วนช่วยในการรักษาโรคกระเพาะอาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่นท้อง หรือปวดท้อง ช่วยย่อยอาหารแล้ว ยังมีสรรพคุณพิเศษช่วยในการขับสารพิษภายในร่างกายด้วย ไม่ว่าจะเป็นสารพิษที่เกิดจากอากาศที่เป็นมลพิษ หรือสารพิษจากยารักษาโรค ที่เรากินเข้าไปทุกวัน แล้วตกค้างอยู่ในร่างกาย ช่วยในการกำจัดกลิ่นทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น กลิ่นปาก กลิ่นน้ำลาย กลิ่นลมหายใจ กลิ่นจมูกที่เกิดจากไซนัส กลิ่นตัว กลิ่นเท้า ที่เกิดจากการใส่รองเท้า กลิ่นที่อับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กลิ่นช่องคลอด กลิ่นอับชื้นตามซอกแขน ซอกขา กลิ่นสาปของคนสูงอายุ หรือกลิ่นเหม็นเปรี้ยวต่างๆเป็นต้น


วันพุธที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ยาบำรุงร่างกายเบอร์ 2 ตราหมอเส็ง



ยาบำรุงร่างกายเบอร์ 2 ตราหมอเส็ง


ส่วนประกอบ: ในน้ำยา 1000 ซีซี เตรียมจากส่วนประกอบสำคัญ

โสมเกาหลี 90 กรัม

แปะฮะ 90 กรัม

กฤษณา 70 กรัม

และตัวยาอื่นๆ

วิธีรับประทาน
รับประทานครั้งละ 30 – 50 ซีซี วันละ 2 – 3 ครั้ง หลังอาหาร

เด็กอายุ 8 – 12 ขวบ รับประทานครั้งละ 15 – 25 ซีซี

ผู้สูง อายุที่ร่างกายอ่อนแอ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย แขนขาไม่มีแรง จิตใจห่อเหี่ยว ซึมเศร้า หน้าตาซูบซีด จะช่วยบำรุงธาตุทั้ง 4 สร้างภูมิคุ้มกันโรค
สตรี ที่มีความดันต่ำ มีอาการมึนหัว หน้ามืด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย อึดอัดหน้าอกหายใจไม่เต็ม นอนหลับยาก เมื่อทานยาบำรุงร่างกายติดต่อกัน 7 – 10 วัน อาการจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


อาการ ทางสมองที่เกิดจาก ความดัน อุบัติเหตุ หลอดเลือดในสมองตีบหรือเพราะความชรา จนเกิดอาการเดินโครง เดินเซ เดินช้า พูดช้า แขนขาไม่มีแรง หน้าตาซีด รอยยิ้มไม่สดชื่น ง่วงนอนประจำ เมื่อทานยาบำรุงร่างกายติดต่อกัน 15 วัน จะมีอาการแข็งแรงสดชื่นขึ้น

หญิงหรือ ชายที่มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายเวลานอน หรือนอนไม่พอจะเกิดอาการเหมือนคนไม่มีกำลัง มึนงง ปวดหัว เบื่อหน่าย เมื่อยตึงตามร่างกาย ร้อนในง่าย เมื่อทานยาบำรุงติดต่อกัน 5 วัน อาการเหล่านี้จะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


ยา บำรุงร่างกายตราหมอเส็ง เปรียบเสมือนยาอายุวัฒนะ มีส่วนช่วยในการลดไขมัน ลดกรดยูริค ลดเบาหวาน ลดความเครียด ลดอาการภูมิแพ้ ขับสารพิษที่เกิดจากอาหาร มลภาวะเป็นพิษ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เลือดในร่างกายข้นมาก เลือดมีสีดำเข้มมาก หรือใสจางมาก เมื่อทานยาบำรุงร่างกายติดต่อกัน 1 เดือนจะพบว่าเลือดมีความเข้มลดลง สีสันของเลือดใสขึ้น ช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง