ค้นหาบล็อกนี้

วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ธุรกิจหมอเส็ง เป็นธุรกิจ MLM แบบไบนารี่

หมอเส็ง

กำลังมองหาข้อมูลเกี่ยวกับหมอเส็งอยู่ใช่ไหมครับ ? ท่านมาได้ถูกที่แล้วครับ!

ทักทายกันก่อนครับ

สวัสดีทุกท่านครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่ทุกเรื่องราวของหมอเส็ง ที่นี่

ที่มาที่ไปของการเขียนบล็อกหมอเส็งแห่งนี้เกิดขึ้นได้ เพราะอะไร ? ผมจะเล่าให้ฟังครับ


คุณหมอเส็ง

เริ่มจากการทาน ยาหมอเส็ง สมุนไพรที่ได้ผลจริง!

ตัวผมทำการตลาดเพื่อขายของต่างประเทศอย่างเช่น อเมริกาและอังกฤษ ผ่านช่องทางอินเตอร์เนตเป็นงานอดิเรกและไม่ได้มีความสนใจเกี่ยวกับยาสมุนไพร แต่อย่างใด จนวันหนึ่งทางคุณแม่ผม (คุณพรทิพย์ เจริญอนันต์กิจ) ได้แนะนำให้ผมได้รู้จักกับหมอเส็ง และยาหมอเส็ง เนื่องจากว่าตอนนั้นผมเองมีโรคประจำตัวอยู่ นั่นคือ โรคภูมิแพ้ (ผมเองเป็นคนที่แพ้ฝุ่นง่าย ถ้าเจอฝุ่นเยอะจะจามตลอด) ตอนนั้นคุณได้แนะนำให้รับประทานยาบำรุงร่างเบอร์ 2 ชนิดน้ำ ตราหมอเส็ง และขมิ้นชันหมอเส็ง ชนิดแคปซูล ยอมรับว่าตอนนั้นค่อนข้างต่อต้านการรับประทานยาสมุนไพรรวมถึงยาสมุนไพรหมอ เส็ง ด้วย เพราะมีความเข้าใจอยู่ตลอดว่ายาสมุนไพรไม่ว่าจะเป็นของหมอเส็ง หรือหมอคนไหนก็ใช้ได้แค่เพียงรักษาโรคไม่ร้ายแรง อย่างเช่น ร้อนใน หรือ ท้องอืด เป็นต้น ตอนแรกที่คุณแม่ให้ยาหมอเส็ง ผมมาทาน ผมก็ทานบ้างไม่ทานบ้าง แต่พอได้ลองทานไปแล้วรู้ได้เลยว่าร่างกายดีขึ้นและอาการแพ้มีน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ก็เลยลองตั้งใจทานยาหมอเส็ง ดู ก็ได้ผลที่น่าพอใจ คือ มีอาการแพ้น้อยลงจนแข็งแรงอย่างคนปกติ

ยาหมอเส็งไม่เพียงผ่านการพิสูจน์จาก ผมเท่านั้น คุณย่าของผมอายุ 80 ปีก็รับประทานอยู่เช่นเดียวกัน ท่านอายุมากแล้วก็เลยเจ็บออดๆแอดๆตามประสาคนแก่ คุณแม่ก็เลยให้ท่านรับประทานยาบำรุงร่างกายตราหมอเส็ง เป็นประจำ จนปัจจุบันนี้ท่านก็ยังแข็งแรงดีอยู่ครับ

หลังจากที่ได้ผลที่น่าพอใจจากการใช้ยาหมอเส็ง ในครอบครัวของเรา ทางคุณแม่จึงได้เริ่มแนะนำคนอื่นๆอีกหลายคน ซึ่งผู้ใช้ยาหมอเส็ง คนอื่นๆที่ได้ทดลองบอกว่าเป็นเสียงเดียวกันว่าได้ผลจริง

ที่เล่ามาเป็นแค่ตัวอย่างเล็กๆน้อยครับ มีคนอีกมากมายที่ทานยาหมอเส็ง แล้วได้ผลดี แต่ผมคงไม่สามารถบอกท่านได้ว่าสมุนไพรหมอเส็ง ดีอย่างไร จนกว่าท่านจะลองพิสูจน์ด้วยตนเอง

ผมคงไม่สามารถบอกท่านได้ว่าสมุนไพรหมอเส็ง ดีอย่างไร จนกว่าท่านจะลองพิสูจน์ด้วยตนเอง

พบคุณหมอเส็ง หมอแมะผู้มากประสบการณ์และความสามารถ


ยาดีๆย่อมมาจากผู้ปรุงยาที่มีความสามารถ คุณหมอเส็งเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องทางแพทย์ทางเลือก(การแมะ)และการปรุงยาสมุนไพร

คุณหมอเส็ง เป็นหมอแมะ ที่เก่งกาจและมากด้วยประสบการณ์ จะพูดให้เข้าใจว่าแมะเก่งขนาดไหนเนี่ยลำบากครับ (การแมะ คือ การตรวจร่างกายด้วยการจับชีพจรครับ) ถ้าจะให้เล่าเป็นเรื่องเป็นราวเนี่ยคงยาวมาก ผมขอเล่าแบบพอสังเขปดีกว่า ยกตัวอย่าง เช่น คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเส้นเอ็นที่ข้อศอกตึง แมะแค่แป๊บเดียว (นับ 1 ยังไม่ถึง 10 ด้วยซ้ำ) รู้เลยครับว่าคนไข้คนนี้ป่วยเป็นอะไรหรือมีปัญหาตรงไหน อีกกรณีหนึ่งที่สร้างความศรัทธาที่ผมมีต่อคุณหมอเส็ง คือ เคยมีคนไปลองของกับคุณหมอเส็งครับ คำว่าลองของ หมายถึง ทดสอบว่าเก่งจริงหรือเปล่า ? ด้วยการโกหกว่าตัวเองป่วยเป็นภูมิแพ้ พอแมะแค่แป๊บเดียวเท่านั้นหละครับ คุณหมอเส็งบอก เค้าเลยว่า คุณไม่ได้เป็นภูมิแพ้และร่างกายแข็งแรงดี คนที่ไปลองของเนี่ยตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกหมอเส็ง ทันทีเลยครับ เพราะรู้ว่าเจอหมอเทวดาตัวจริงเข้าให้แล้ว

ในเรื่องของการปรุงยาสมุนไพรสูตรของหมอเส็ง นั้นเป็นสูตรที่ไม่มีใครสามารถทำตามได้ ถึงแม้จะมีผู้ผลิตยาสมุนไพรและอาหารเสริมหลายรายพยายามที่จะทำยาสมุนไพรออก มาสู้เพื่อให้ได้ส่วนแบ่งทางการตลาด แต่ก็ยังดูเหมือนว่ายังไม่มีใครที่จะสามารถขึ้นสู่ตำแหน่งผลิตภัณฑ์สมุนไพร อันดับหนึ่งอย่าง เช่น ตราหมอเส็งได้

ผมจะยกตัวอย่างสูตรยาหมอเส็ง ที่ไม่มีใครสามารถคิดได้ เช่น ขมิ้นชันหมอเส็ง ซึ่งยาหรืออาหารเสริมชนิดนี้มีสรรพคุณหลายอย่าง แต่มีจุดเด่นมากๆตรงที่ช่วยในการกำจัดกลิ่นต่างๆทั่วร่างกาย ซึ่งสูตรนี้คุณหมอเส็งใช้เวลาในการคิดค้นถึง 20 ปีทีเดียว

นอกจากนี้ตัวคุณหมอเส็งได้รับใบประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ สาขาเวชกรรม (อนุญาตให้สามารถตรวจรักษาได้) และใบประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ สาขาเภสัชกรรม (อนุญาตให้สามารถปรุงยาได้) เป็นเครื่องการันตีว่าคุณหมอเส็ง เป็นทั้งแพทย์และเภสัชกรที่ถูกต้องตามกฎหมายครับ

นอกจากเรื่องความรู้ความสามารถของคุณหมอเส็งที่ทำให้คนยอมรับนับถือท่านแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ผมเห็นในตัวคุณหมอเส็ง คือ ความมีคุณธรรมและเป็นคนใจบุญครับ

นอกจากเรื่องความรู้ความสามารถ ของคุณหมอเส็งที่ทำให้คนยอมรับนับถือท่านแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ผมเห็นในตัวคุณหมอเส็ง คือ ความมีคุณธรรมและเป็นคนใจบุญครับ

ถ้าท่านได้เข้ามาคลุกคลีหรือติดตามข่าว แน่นอนครับว่าท่านจะเห็นคุณหมอเส็ง ทำบุญและจัดงานบุญอยู่เป็นประจำ อีกทั้งยังได้ช่วยเหลือสมาชิกในด้านต่างๆและจ่ายผลตอบแทนอย่างตรงไปตรงมา โดยการเปลี่ยนแปลงของบริษัท แสงสุริยะฉัตร 2002 จำกัดในแต่ละครั้งคุณหมอเส็งจะ คำนึงถึงผลประโยชน์ของสมาชิกและบอกกล่าวให้ตัวแทนของสมาชิกได้รับทราบ เพื่อต้องการจะทราบความคิดเห็นจากสมาชิกหมอเส็ง ก่อนการเปลี่ยนแปลงด้วยเสมอ

ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้ผมและคุณแม่มีแนวความคิดที่จะเผยแพร่ยาหมอเส็ง ซึ่ง เป็นสมุนไพรชั้นเยี่ยมให้คนทั่วไปได้รู้จักรวมถึงคนทั่วโลก ให้ได้ทราบว่าประเทศไทยของเรามีทรัพยากรอันมีค่ามากที่เรียกว่าสมุนไพรไทย ใช้รักษาโรคต่างๆได้ไม่แพ้ยาฝรั่งแถมผลข้างเคียงยังน้อยกว่า ดังนั้นผมจึงได้ทำการสร้างบล๊อกหมอเส็ง นี้ขึ้นมา โดยที่บทความแต่ละบทความที่เขียนขึ้นมาจากประสบการณ์ตรงของผมเอง และประสบการณ์ตรงของคุณแม่บ้าง โดยที่ผมทำหน้าที่ในการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาหมอเส็ง ผ่านการเขียน และคุณแม่ก็ทำหน้าที่ในการคอยแนะนำยาหมอเส็ง ให้คนที่มีปัญหาสุขภาพหรือใครที่อยากสุขภาพดีผิวพรรณสดใสครับ
เข้าสู่ธุรกิจหมอเส็ง

เนื่องจากผลิตภัณฑ์หมอเส็ง ได้รับการพิสูจน์จากคนเป็นแสนเป็นล้านว่าดีและได้ผลจริง ทำให้ผมและคุณแม่ตัดสินใจที่จะเผยแพร่และขยายธุรกิจหมอเส็ง ออกไป นอกเหนือจากการแนะนำให้ผู้คนทานยาหมอเส็ง เท่านั้น พูดง่ายๆ คือ ว่าธุรกิจหมอเส็งเป็นธุรกิจที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน เพราะเหตุผลดังต่อไปนี้

* ธุรกิจหมอเส็ง เป็นธุรกิจ MLM แบบไบนารี่ ที่มีเหลืออยู่ในประเทศไทยเพียงน้อยนิด ว่ากันว่าบริษัทธุรกิจไหนทำแผนการตลาดแบบไบนารี่มักจะไปไม่รอด แต่ธุรกิจหมอเส็ง เปิดมาเป็นปีที่ 8 แล้ว
* ธุรกิจหมอเส็ง ไม่ต้องรักษายอด ผมมองว่าการทำธุรกิจแบบไบนารี่ที่ไม่ต้องรักษายอดเป็นอะไรที่ดีมาก เพราะทุกคะแนนหรือทุกแรงที่คุณลงทุนไปย่อมไม่สูญเปล่าไม่ต่างจากการเก็บออม ครับ
* สินค้าหมอเส็งดีจริงและได้การยอมรับ ข้อนี้ท่านผู้อ่านคงทราบดีอยู่แล้ว แม้กระทั่งตัวท่านเองยังหาข้อมูลหมอเส็งอยู่ใช่ไหมครับ หรือถ้าจะให้ยกตัวอย่างง่ายๆ ลองเข้า google แล้วค้นหาด้วยคำว่า ว่านชักมดลูก จะพบว่ามีแต่ของคุณหมอเส็ง เท่านั้นครับที่ครองพื้นที่ส่วนใหญ่

ด้วยเหตุผลดังกล่าวเราจึงมีความตั้งใจที่จะแนะนำและขยายธุรกิจหมอเส็ง ออกไปทั่วประเทศและคาดหวังว่าจะมีโอกาสขยายไปทั่วโลกด้วยครับ

เล่ามาซะยาว ถ้างั้นผมขอเชิญท่านเข้าสู่ทุกเรื่องราวของหมอเส็ง ได้ตามอัธยาศัยครับ
อยากให้ทุกคนสุขภาพดีครับ


Thongchanh Phonthachack

Network Business Consultand

Tel: 856 020 55670662

E-mail: khamla2000@hotmail.com

www.chatsuriya.com
www.thongchanhtoglobal.blogspot.com

วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การขายตรงให้ประสบความสำเร็จ




การขายตรงให้ประสบความสำเร็จ
ขายตรงให้สำเร็จได้อย่างไร.. ถ้าไม่มี “ใจ”

จะ เห็นว่าในปัจจุบันนี้ธุรกิจขายตรงได้ เข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของเรามากยิ่งขึ้น หลายคนตั้งตาตั้งตาทำเป็นอาชีพหลัก หรืออาชีพเสริม ทั้งนี้ ปัจจัยที่สำคัญ ซึ่งจะนำคุณไปสู่ความสำเร็จในการดำเนินกิจกรรมขายตรงก็คือ “คุณต้องมีใจในการขายตรง” ซึ่งหัวใจในการทำขายตรงจะประกอบไปด้วย 4 ห้องหัวใจ ดังต่อไปนี้

1. เปิดใจ (Open Mind)

คน ที่จะทำธุรกิจขายตรงนั้นสิ่งแรกที่คุณต้องมีคือ การเปิดใจยอมรับในรูปแบบและลักษณะของการขายตรง การเปิดใจ ก็เหมือนกับการเปิดประตูหรือหน้าต่างเพื่อรับรู้ถึงบรรยากาศของโลกภายนอกใน มุมมองที่กว้างขึ้น ดังนั้น ถ้าคุณต้องการความสำเร็จในการทำขายตรง คุณจะต้องมีทัศนคติที่ดีต่อระบบการขายตรง และเมื่อคุณเปิดใจยอมรับในธุรกิจขายตรงแล้ว นั่นแสดงว่าคุณเปิดรับโอกาสแห่งความสำเร็จที่จะรอคุณอยู่ในวันข้างหน้า
2. เข้าใจ (Understanding)

เมื่อ คุณเปิดใจยอมรับและเลือกธุรกิจขายตรงมาเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลักของคุณ แล้ว ขั้นต่อไปคุณต้อง ศึกษา เรียนรู้ และทำความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจที่คุณเลือก ตลอดจนขั้นตอนและรูปแบบการดำเนินงานต่าง ๆ นอกจากนี้ จะต้องทำความเข้าใจกับสภาพของตลาดและสภาพแวดล้อมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย สิ่งที่สำคัญก็คือ ถ้าคุณเข้าใจลูกค้ามากแค่ไหน โอกาสที่จะสร้างยอดขายและ เครือข่ายทีมงานก็จะง่ายขึ้น และสิ่งเหล่านี้ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สามารถทำให้คุณทำขายตรงอย่างมีความ สุขและประสบความสำเร็จได้ในอนาคต

3. ตั้งใจ (Pay Attention)

การ ดำเนินธุรกิจต่าง ๆ ย่อมมีปัญหาหรืออุปสรรคให้รำคาญใจอยู่เสมอ เช่นเดียวกับธุรกิจขายตรง แต่ถ้าคุณมีความตั้งใจที่แน่วแน่ ในการดำเนินธุรกิจเพื่อค้นหาทางออกหรือทางแก้ให้เจอปัญหาเหล่านั้นมันจะทำ ให้ชีวิตของคุณมีสีสัน และท้าทายมากขึ้น สิ่งสำคัญ คือ คุณจะต้องไม่ท้อ เพราะในท่ามกลางอุปสรรค ย่อมมีโอกาสแฝงอยู่เสมอ ขอเพียงคุณตั้งใจที่จะค้นหา และเดินไปหามัน ไม่แน่นะคะ ความสำเร็จในการขายตรงอาจจะอยู่ไม่ไกลเอื้อมก็ได้คะ

4. ใส่ใจ (Attention)

คุณ ก็ต้องทำให้ลูกค้า ทีมงานหรือเครือข่าย ของคุณเปิดใจยอมรับ มีความเข้าใจและตั้งใจในการทำขายตรงอย่างถูกต้องด้วย ซึ่งในการทำขายตรงคุณจะต้องให้ความสำคัญกับลูกค้า และทีมงานหรือเครือข่าย เพราะบุคคลเหล่านี้ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สามารถนำคุณไปสู่ความสำเร็จใน อาชีพขายตรง ดังนั้นคุณต้องใส่ใจในความต้องการของพวกเขาเหล่านั้น สามารถสื่อสาร เสนอข้อมูลให้โดนใจอย่างถูกต้อง และสามารถแก้ไขหรือช่วยบรรเทาปัญหาของพวกเขาได้ ตลอดจนคุณต้องมีท่าทีและแสดงออกให้พวกเขารับรู้ถึงความจริงใจที่คุณมีให้แก่ พวกเขาทั้งหลาย



สุดท้ายนี้เรา ทราบกันดีว่าหัวใจเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทำให้ร่างกายเรา สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งก็เปรียบเสมือนธุรกิจการขาย ถ้าเราปราศจากหัวใจในการทำธุรกิจ ธุรกิจก็คงจะไม่ประสบความสำเร็จได้แน่นอน คุณเห็นด้วยกับดิฉันไหมคะ


ที่มา : www.siamturakij.com



for your success..

Thongchanh Phonthachack

Network business consultand

tel : 020 55670662

วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

หนทางสู่การก้าวเป็น CEO (Cheif Energy Officer)


หนทางสู่การก้าวเป็น CEO (Cheif Energy Officer)


หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าอะไรคือการเป็น CEO ถ้าคุณยังไม่เข้าใจผมแนะนำให้กลับไปอ่านบทความเรื่อง หนทางในการสร้างพลังงานในตัวคุณก่อน CEO นั้นมาจาก Chief Energy Officer ซึ่งก็คือผู้ที่สามารถควบคุม และจัดการกับพลังงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ และผู้ที่สามารถควบคุมพลังงานได้ ย่อมเป็นผู้ชนะ ในทุก ๆ บทสนทนา และสามารถได้ทุก ๆ สิ่งที่ต้องการ และวันนี้ผมจะพูดถึงหนทางสู่การก้าวเป็น CEO เพื่อที่คุณจะสามารถที่จะกลายเป็น CEO ได้ ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง

ก่อนที่คุณจะเข้าสู่การสร้างพลังงาน ด้วยการเป็น CEO อันดับแรก คุณจำเป็นต้องเข้าใจถึงความสำคัญของการสื่อสารก่อน ว่าปัจจัยที่ส่งผลให้การสื่อสาร ในการสนทนานั้น ๆ ประสบผลสำเร็จนั้นจำเป็นต้องประกอบไปด้วยปัจจัยใดบ้าง

ปัจจัยสำคัญของการสื่อสารนั้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน อันได้แก่ คำพูด น้ำเสียง และท่าทาง ซึ่งทั้ง 3 สิ่งนี้จัดเป็นปัจจัยที่จะตัดสินการสนทนานั้น ว่าจะได้ผลลัพธ์หรือไม่ แต่เรื่องที่น่าสนใจก็คือ ถ้าแบ่งเปอร์เซ็นต์ ของผลกระทบที่ส่งผลต่อการสื่อสาร คำพูดนั้นมีผลกระทบเพียงแค่ 7 เปอร์เซ็นต์ ส่วนน้ำเสียงนั้นมีผลกระทบ 38 เปอร์เซ็นต์ และท่าทางของเรานั้นมีผลกระทบถึง 55 เปอร์เซ็นต์ นี่จึงเป็นสาเหตุที่หลาย ๆ คน ที่ไม่รู้ความลับนี้ ไม่สามารถประสบความสำเร็จ ในการแนะนำธุรกิจให้กับผู้มุ่งหวังได้สำเร็จ เนื่องจากพวกเขาใช้แต่เพียงคำพูดเท่านั้น

หลาย ๆ คนเข้าใจว่าการที่เราแนะนำธุรกิจให้กับผู้มุ่งหวัง ถ้าเราอยู่ในธุรกิจที่ดี และมีโอกาสการเจริญเติบโตสูง และมีปัจจัยเกื้อหนุนด้านอื่น ๆ เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็น แผนการตลาดที่ดี และสินค้าที่ยอดเยี่ยม จะทำให้เราสามารถประสบความสำเร็จ ในการแนะนำธุรกิจให้กับผู้มุ่งหวังได้ดีขึ้น แต่นั่นเป็นความเชื่อที่ผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง เพราะถ้าคุณทำได้แค่เพียงบอกเล่าเรื่องราว คุณย่อมสามารถสร้างผลกระทบให้เกิดขึ้นในการสนทนานั้น ๆ ได้เพียงแค่ 7 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งนั่นไม่มีทางทำให้คุณ ได้รับผลลัพธ์ตามที่คุณต้องการได้อย่างแน่นอน

ดังนั้นคุณจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญไปยัง ท่าทาง และน้ำเสียงของคุณเป็นหลัก และด้วย 2 สิ่งนี้ คุณจะสามารถควบคุมให้ผู้มุ่งหวังเป็นไปตามที่คุณต้องการ คุณสามารถทำให้พวกเขาตื่นเต้น จนรอไม่ไหวที่จะขอเข้าร่วมธุรกิจกับคุณก็เป็นได้ และด้วยการพัฒนาทั้ง 2 สิ่งนี้ คุณจะสามารถกลายเป็น CEO ได้

ดังนั้นการที่คุณจะเป็น CEO คุณจะต้องทำการฝึก การเล่าด้วยท่าทางของคุณ ใช้มือ ใช้ท่าทางของร่างกาย รวมถึงคำพูดของคุณ ลองหัดพูดด้วยการใช้น้ำเสียงที่แตกต่างจากเดิม หัดการพูดให้เหมือนกับการร้องเพลง ที่มีระดับขึ้น และลง อย่าใช้น้ำเสียงระดับเดียวกันทั้งหมด เพราะนั่นจะทำให้ผู้ฟังรู้สึกเบื่อ ด้วยการที่คุณควบคุมระดับเสียง และท่าทางของร่างกายคุณ คุณจะสามารถสร้างสภาพแวดล้อม ของการสนทนานั้นให้เป็นไปตามที่คุณต้องการ และยิ่งไปกว่านั้น คุณยังจะสามารถทำให้ผู้มุ่งหวัง ตื่นเต้นจนต้องรีบขอเข้าร่วมธุรกิจกับคุณเลยก็เป็นได้

การเป็น CEO นั้นคุณจำเป็นที่จะต้องเป็นตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การนั่ง การพูดคุย ไม่ใช่เฉพาะเป็นเพียงแต่บางเวลา เมื่อคุณสามารถเดินอย่างมีพลัง นั่งอย่างสง่างาม การพูดคุยของคุณก็จะมีพลัง และสง่างามตามไปด้วย และเมื่อคุณฝึกฝนจนเพียงพอ คุณจะสามารถควบคุมระดับพลังงานทั้งหมดได้ คุณจะสามารถรับมือกับผู้มุ่งหวังที่หัวเสีย ด้วยการใช้น้ำเสียงให้พวกเขาเย็นลง นอกจากนั้นคุณยังสามารถทำให้ผู้มุ่งหวังที่ลังเล ตัดสินใจเข้าร่วมธุรกิจกับคุณได้อย่างรวดเร็วขึ้น ถ้าคุณสามารถเป็น CEO และควบคุม น้ำเสียง และท่าทางของคุณได้อย่างสมบูร

การเป็นผู้ชม ไม่มีทางทำให้คุณประสบความสำเร็จ





ใน โลกนี้มีกลุ่มคนอยู่หนึ่งกลุ่ม ซึ่งกลุ่มนี้ส่วนใหญ่แล้วเป็นกลุ่มที่มีอยู่มากที่สุด กลุ่ม ๆ นี้ก็คือผู้ชม ซึ่งคุณรู้ไหมเหตุใดนักเทนนิส หรือนักกอล์ฟมืออาชีำพ จึงมีรายได้จำนวนมหาศาล สาเหตุก็เพราะพวกเขามีผู้ชมคอยติดตามจำนวนมากนั่นเอง และถ้าเราลองมองถึงความแตกต่าง เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า ผู้ชมเป็นผู้ที่ต้องจ่ายค่าบัตร หรือค่าถ่ายทอด เพื่อได้ดูการแข่งขัน ในขณะที่ผู้เล่น ได้รับผลลัพธ์จากการแข่งขันที่พวกเขาเข้าร่วม และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่การเป็นผู้ชม ไม่สามารถทำให้คุณสำเร็จ

จากตัวอย่างที่ผมได้ยกตัวอย่างไปก่อนหน้า นี้ ถึงการเป็นผู้ชม และเป็นผู้เล่น ถึงตอนนี้ผมอยากจะอธิบายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อที่คุณจะสามารถเข้าใจในสิ่งที่ผมต้องการสื่อสาร ได้อย่างดี การเป็นผู้ชมนั้นก็คือการที่คุณ เลือกที่จะเป็นผู้ให้คำแนะนำ หรือเฝ้าดูการลงมือทำกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งทุกท่านเชื่อหรือไม่ว่า การที่คุณทำธุรกิจเครือข่าย เราไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงการพบ กับกลุ่มคนที่เป็นผู้ชมกลุ่มนี้ได้ กลุ่มผู้ชมนี้ก็คือกลุ่มที่คอยย้ำเตือนคุณว่าคุณไม่สามารถทำได้หรอก ทุก ๆ คนทำได้ยกเว้นคุณ หรือคุณกำลังโดนหลอกแล้ว ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ ไม่เคยแม้แต่จะเปิดโอกาสในการรับฟังความจริง ในธุรกิจของคุณ แต่ก็ยังทำการตัดสินด้วยความคิด และประสบการณ์ของพวกเขา ซึ่งอันที่จริงกลุ่มคนกลุ่มนี้ ก็เป็นเหมือนกับผู้ชมกีฬา ที่ถึงแม้ตะโกนให้คำแนะนำมากเพียงใด นักกีฬาที่เป็นมืออาชีพ ก็ย่อมสามารถเพิกเฉย กับการกระทำของคนกลุ่มนี้ได้อย่างดี ในขณะที่ผู้เล่น คือกลุ่มคนที่ลงไปอยู่ในเกมส์อย่างแท้จริง เพื่อทำการทดสอบทักษะการแข้ไขปัญหา ของพวกเขา การเป็นผู้เล่นนี้ถึงแม้บางครั้งคุณจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ถึงอย่างไรคุณก็ยังสามารถสร้างผลลัพธ์ให้เกิดขึ้นได้ ทีละเล็ก ๆ ทีละน้อย แตกต่างกันกับการเป็นผู้ชม ที่คุณไม่สามารถได้รับผลลัพธ์ใด ๆ เลย เพราะคุณทำแต่เพียงเฝ้าดู

ปัญหาหลักที่ผมพบระหว่างการทำธุรกิจเครือข่าย ของ หลาย ๆ คน นั่นก็คือการที่ไม่สามารถประสบความสำเร็จนั้น มีสาเหตุมาจากการที่นักธุรกิจคนนั้น ไม่กล้าตัดสินใจลงมือทำ หรือไม่กล้ากลายเป็นผู้เล่น สิ่งที่พวกเขาทำก็คือ เข้าไปอยู่ในบริษัท ในฐานะผู้สังเกตุการณ์ พวกเขาสังเกตุถึงความเป็นไป สังเกตุถึงการทำงานของบริษัท สังเกตุถึงผลลัพธ์ของผู้อื่น สังเกตุถึงระดับความเติบโตของบริษัท และก็สังเกตุ และสังเกตุทุก ๆ อย่าง และพวกเขาก็จะถามคำถามที่ว่า เหตุใดพวกเขาจึงไม่ได้รับผลลัพธ์ ตามที่สมควรได้ ทำไมจึงไม่สามารถสร้างรายได้หลักหมื่น หลักแสนได้ ภายในระยะเวลาอันสั้น เหมือนกับที่ผู้อื่นทำสำเร็จ เหตุผลนั้นก็เพราะอย่างเดียว เพราะพวกเขาเหล่านั้นเป็นแต่เพียงผู้ชม ในธุรกิจนั้น ๆ นั่นเอง และขอผมบอกความจริงตรงนี้ได้เลยว่า ถ้าคุณยังทำตัวเป็นผู้ชมอยู่ คุณจะไม่มีทางได้รับผลลัพธ์ใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงิน หรือเรื่องอื่น ๆ แต่คุณจะต้องจ่ายเงิน ในการเป็นผู้ชมในธุรกิจเครือข่าย นี้ เหมือนกับการจ่ายเงินเข้าชมกีฬา หรือคอนเสริ์ตนั่นเอง

ในการเป็นผู้เล่น คุณจะได้ต่อสู้กับปัญหา และอุปสรรค และจำเป็นต้องแลกมาซึ่งหยาดเหงื่อ และแรงกาย เพราะคุณจำเป็นต้องลงไปอยู่ในเหตุการณ์จริง แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ คุณจะไม่มีทางที่จะมีความคิดเห็นแปลก ๆ เช่น ทำไม่ได้หรอก คนอื่นทำได้ยกเว้นเรา แต่คุณจะลงมือทำ และทำให้ดีที่สุด และเมื่อคุณลงมือทำ ความคิดต่าง ๆ จะจางหายไป คงเหลือไว้แต่ผลลัพธ์จากการลงมือทำเท่านั้น และขอให้เชื่อเถอะครับว่า ถึงอย่างไร ผู้เล่น ก็ได้รับผลลัพธ์มากกว่า การเป็นผู้ชมอย่างแน่นอน

for your success...

Thongchanh Phonthachack

Network Business Consultand

Tel: 856 020 55670662

วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2553

The power of Now


The power of Now


วันนี้ ผมอยากจะพูดถึงอุปนิสัยหนึ่ง ที่หยุดยั้งผู้คนจากการประสบความสำเร็จ นั่นก็คือการผลัดวันประกันพรุ่ง ซึ่งอุปนิสัยนี้ จัดเป็นตัวบ่อนทำลาย โอกาสในการประสบความสำเร็จของเราได้อย่างร้ายแรง เพราะยิ่งเราผลัดวันประกันพรุ่งมากเท่าไหร่ เรายิ่งกำลังทำลายสิ่งที่สำคัญที่สุดไป นั่นก็คือเวลา ในทุกวันนี้เวลาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ได้สำคัญอีกต่อไปแล้วว่าคุณนั้นจะเก่งมากเพียงใด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือ คุณรวดเร็วเพียงใด ในเวทีการแข่งขันต่างหาก และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่คุณควรลงมือทำเดี๋ยวนี้!

ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คน รวมถึงตัวผมเอง ล้วนแล้วแต่มีนิสัยของการผัดวันประกันพรุ่งนี้อยู่ในตัว ถึงแม้บางครั้งเราอาจจะไม่ได้ผลัดแบบวันต่อวัน แต่ผลัดการทำสิ่งที่สมควรให้ล่าช้าไป นั่นก็จัดเป็นการผลัดวันประกันพรุ่งเช่นเดียวกัน ซึ่งผมบอกได้เลยว่าถ้าเราไม่สามารถขจัดนิสัยเสียนี้ออกไปได้ เราย่อมไม่สามารถที่จะกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน

ด้วยการที่เราผลัดสิ่งที่เรารู้ว่าสมควรทำ ออกไป สมองของเราจะเกิดความกังวลจากสิ่งที่สมควรทำ แล้วยังไม่แล้วเสร็จ และยิ่งเรามีเรื่องราวที่ผลัดออกไปมากเท่าใด เราก็ยิ่งไม่รู้ได้เลยว่าต่อไปเราต้องลงมือทำสิ่งใด เพราะสมองของเราถูกยัดด้วยเรื่องราวมากมายเต็มไปหมด และสับสนจนไม่รู้ว่าจะต้องทำสิ่งใดก่อน เพราะดูเหมือนกับว่าทุก ๆ สิ่งนั้นมีความสำคัญสูงไปหมดเสียทุกเรื่อง และนอกจากการผลัดวันประกันพรุ่ง จะเป็นการเพิ่มภาระให้กับสมองของเราโดยใช่เหตุแล้ว การผลัดวันประกันพรุ่งยังเป็นการผลัดความสำเร็จออกไป จากเดิมคุณจำเป็นต้องใช้เวลา 3-5 ปี ในการเกษียณจากธุรกิจเครือข่าย คุณอาจจะใช้เวลามากขึ้นหลายเท่า หรืออาจจะไม่ประสบความสำเร็จเลย สาเหตุก็เพราะคุณไม่ได้ลงมือทำในสิ่งที่สมควรทำ คุณไม่ได้โทรหาผู้มุ่งหวัง คุณไม่ได้ออกไปแสดงแผน และนั่นเองทำให้คุณไม่สามารถได้รับผลลัพธ์ ถึงแม้บางครั้งคุณอาจจะทำ แต่ถึงอย่างไรการทำนั้นอาจจะมีเหตุผลว่า คุณไม่สามารถผลัดวันได้อีกต่อไปแล้วนั่นเอง

ในยุคปัจจุบัน การแข่งขันที่สำคัญที่สุดที่คุณจำเป็นต้องช่วงชิง นั่นก็คือเวลา คุณจำเป็นต้องทำอย่างไรก็ได้ เพื่อทำให้ตัวคุณนั้นเร็วกว่าคู่แข่ง บางครั้งคุณอาจจะอยู่ในธุรกิจที่ดี แต่ถ้าคุณช้า คุณจะทำลายโอกาสของตัวคุณเองลงไป เพราะคู่แข่งจะตัดหน้าคุณก่อน และทำให้คุณไม่สามารถได้รับผลลัพธ์ ทั้ง ๆ ที่คุณสมควรได้รับอย่างที่สุด

การลงมือทำในสิ่งที่คุณรู้ว่าคุณต้องทำ เป็นสิ่งจำเป็น อย่าได้ผลัดวันออกไป ถ้าคุณยังต้องการประสบความสำเร็จ เพราะถึงอย่างไร คุณก็จำเป็นต้องทำอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยากจะทำในสถานการณ์ใด ระหว่างทำตอนที่คุณยังมีเวลาเหลือเฟือ หรือทำตอนที่คุณไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้อีกแล้ว คุณสามารถเลือกได้

หัวข้อต่อไป ผมจะพูดถึงเครื่องมือที่ช่วยให้คุณสามารถจัดการ การทำงานของคุณให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถสร้างผลลัพธ์ให้กับคุณได้อย่างมหาศาล กับการจัดการเวลาที่มีค่าของคุณ ขอให้ติดตาม

หนทางในการสร้างพลังงานในตัวคุณ


หนทางในการสร้างพลังงานในตัวคุณ

หลาย ครั้ง คุณอาจสงสัยถึงสาเหตุที่คุณไม่สามารถประสบความสำเร็จในการปิดการขาย การปิดใบสมัครได้ สาเหตุหนึ่งซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญนั่นก็คือ คุณไม่เข้าใจหลักการของการจัดการกับพลังงาน เพราะการพูดคุย การสื่อสาร การขาย ทุก ๆ งานล้วนแล้วแต่จำเป็นต้องอาศัยพลังงานด้วยกันทั้งสิ้น คุณจึงจำเป็นต้องรู้จักกับวิธีการสร้างพลังงานในตัวคุณ และสามารถที่จะควบคุมระดับพลังงานในการสนทนา ให้เป็นไปตามที่คุณต้องการ และหลังจากนั้น คุณจะสามารถได้ทุก ๆ สิ่งที่คุณต้องการ

เรื่องของพลังงาน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เพียงแต่อาจจะไม่มีใครเคยสังเกตุเห็นเท่านั้น แต่ถ้าคุณลองสังเกตุ คุณจะเห็นถึงความสำคัญของพลังงาน นั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมทุก ๆ การเปิดคอนเสริ์ตจำเป็นต้องใช้เพลงเร็ว หรือเพลงที่มีพลังงานสูง นั่นก็เพราะการทำเช่นนั้น จะเป็นการเพิ่มพลังงานให้มีระดับที่สูงขึ้น ผมเองชื่่นชอบการดูคอนเสริ์ต เพราะเป็นการเล่นกับพลังงานที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งคอนเสริ์ตจะสนุก หรือไม่สนุกนั้น ขึ้นอยู่กับว่าผู้แสดงจะสามารถควบคุมระดับพลังงานได้ดีเพียงใดนั่นเอง

เช่นเดียวกันกับงานของคุณ คุณไม่สามารถออกไปแนะนำธุรกิจให้กับผู้มุ่งหวังได้ ด้วยการใช้ระดับพลังงานปกติธรรมดา ที่คุณใช้ในการพูดคุย เพราะนั่นไม่แตกต่างกับการบอกเล่า จุดประสงค์ของคุณไม่ใช่การบอกเล่าโอกาสทางธุรกิจ แต่เป็นการทำทุก ๆ ทาง เพื่อชักจูงให้ผู้มุ่งหวังเห็นโอกาสทางธุรกิจต่างหาก คุณจึงจำเป็นต้องทำมากกว่าการพูดคุย และนี่คือสาเหตุที่คุณจำเป็นต้องรู้จักกับการจัดการกับระดับพลังงาน

ผมอยากจะบอกเคล็ดลับการแนะนำธุรกิจ หรือการขายให้กับคุณ ถ้าคุณสามารถทำให้ผู้มุ่งหวังตื่นเต้น ในสิ่งที่คุณต้องการสื่อสาร คุณย่อมสามารถปิดการขายได้อย่าง 100% และนั่นเป็นสิ่งที่ผมได้ทำการพิสูจน์แล้วจากการทดลองทำจริงของผม แต่ปัญหาสำคัญก็คือคุณจะทำอย่างไร จึงจะสามารถทำให้ผู้มุ่งหวังตื่นเต้นได้ ?

การสร้างความตื่นเต้นให้เกิดขึ้น มีทางเดียวที่สามารถทำได้ นั่นคือการเพิ่มระดับพลังงานให้สูงขึ้น คุณจึงไม่สามารถใช้การบอกเล่า เพื่อแนะนำธุรกิจได้ ซึ่งเคล็ดลับในการเพิ่มระดับพลังงาน นั้นก็คือคุณจำเป็นที่จะต้องเป็น CEO ซึ่ง CEO ในที่นี้ผมไม่ได้หมายถึง Chief Executive Officer แต่หมายถึงการเป็น Chief Energy Officer คือผู้ที่สามารถสร้างพลังงานออกมาได้ตลอดเวลา ด้วยการที่คุณสร้างพลังงานจากตัวคุณออกมา ผู้มุ่งหวังที่ได้รับพลังงานนั้นจะรับสัมผัสได้ และคุณสามารถควบคุมทุก ๆ สิ่งในบทสนทนานั้นได้ ถ้าคุณเป็น CEO ได้สำเร็จ การสร้างพลังงานจากตัวคุณ พลังงานนั้นจะสามารถส่งไปยังผู้คนรอบข้าง และคุณจะสามารถควบคุมทุก ๆ สิ่งให้เป็นไปตามที่คุณต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การสร้างสภาวะให้ผู้มุ่งหวังตื่นเต้น จากพลังงานที่ตัวคุณปล่อยออกมา เป็นโอกาสในการที่คุณจะสามารถปิดการขาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่ึงขึ้น แต่คุณอาจจะประสบปัญหาว่าคุณจะสามารถกลายเป็น CEO ได้อย่างไร หัวข้อต่อไปผมจะมาพูดถึงความลับของการเป็น CEO นี้ให้แก่คุณ

วิธีเป็นเศรษฐีเงินล้าน


วิธีเป็นเศรษฐีเงินล้าน


“เงินไม่ใช่พระเจ้า แต่เงินก็สามารถซื้อทุกสิ่งที่พระเจ้าสร้างไว้บนผืนพิภพแห่งนี้ ”
พูด อย่างนี้ มิได้มีเจตนาบูชาเงินเป็นสรณะ แต่ถ้าคุณคิดว่าตนเองเป็นคนดี ถามว่า ถ้าเงินอยู่กับคนดีๆ มีอะไรเสียหายไหม วันหนึ่งคุณเกิดมีเหตุจำเป็นต้องใช้ หรือ อยากช่วยใครสักคน แล้วมีเงินอยู่ในมือที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือ ถามว่าดีไหม


เพียงแต่ว่า เงินก้อนนั้นต้องได้มาด้วยวิธีที่ถูกกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม ไม่ผิดจริยธรรม ไม่ไปเบียดเบียนใคร


เรา มักจะพูดกันว่า ถ้ามีเงินเป็นล้าน จะเป็นเศรษฐี ถามจริงๆว่า ถ้ามีเงินเพียง 1 ล้านบาทนับเป็นเศรษฐีได้จริงๆหรือ เดี๋ยวนี้ 1 ล้านบาทไม่พอซื้อบ้าน ไม่พอซื้อรถยี่ห้อแพงๆ , ไม่พอรักษาโรคร้ายแรง เงิน 1 ล้านบาทแทบทำอะไรไม่ได้เลย ในบทความนี้ จึงตั้งสมมติฐานว่า เศรษฐีควรจะมีเงินเก็บสัก 10 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อจะได้อยู่อย่างสบายๆหลังเกษียณอายุ แล้วจะมีวิธีอะไรที่ทำให้หาเงินได้ 10 ล้านบาทโดยไม่ได้ไปจี้ไปปล้นใครมา

1.เป็นเจ้าของกิจการ
ใครๆ ก็รู้ว่า เป็นเถ้าแก่จะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่สถิติพบว่าธุรกิจเปิดใหม่ จะล้มหายตายจากไปในปีที่สองถึง 70 % และจะอยู่อย่างยั่งยืนเกิน 10 ปีได้เพียง 3-5 % เท่านั้น แต่ผู้คนทั่วโลกก็ดูเหมือนจะมุ่งหน้าสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจกันไม่เว้นแต่ ละวัน อย่างน้อยก็ขอลองสักตั้ง ไม่ว่าจะเสี่ยงเพียงใด มาดูว่าเจ้าของธุรกิจ ทำเงินกันอย่างไร

สูตรที่มักจะใช้อธิบายกำไรของเจ้าของธุรกิจคือ
ยอดขาย – ต้นทุนคงที่ – ต้นทุนแปรผัน = กำไร

เพื่อ ทำให้เห็นภาพ ขอยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจหนึ่งหากมียอดขายต่อเดือนที่ 1 ล้านบาท มีต้นทุนคงที่ 800,000 บาท ต้นทุนแปรผัน 200,000 บาท ดังนั้น หากเจ้าของธุรกิจอยากมีกำไร เขาต้องผลักดันยอดขายให้สูงกว่า 1 ล้านบาทต่อเดือน ถ้ายอดขายต่ำกว่า 1 ล้านบาทจะขาดทุนทันที

เช่น ถ้ายอดขาย 1,500,000 บาท ต้นทุนคงที่เท่ากับ 800,000 บาทคงเดิม ต้นทุนแปรผันจะขึ้นมาเป็น 1.5 เท่าของเดิม ซึ่งเท่ากับ 300,000 บาท เดือนนั้นจะกำไร 1,500,000 - 1,100,000 = 400,000 บาท


แต่ ถ้า ยอดขายเป็น 3,000,000 บาท ต้นทุนคงที่เท่ากับ 800,000 บาท ต้นทุนแปรผันจะขึ้นมาเป็น 3 เท่าซึ่งเท่ากับ 600,000 บาท เดือนนั้นจะมีกำไรเท่ากับ 3,000,000 บาท – 1,400,000 = 1,600,000 บาท


ใน ทำนองกลับกัน ถ้ายอดขายตกลงมาเหลือ 500,000 บาทต้นทุนคงที่ยังคงเท่ากับ 800,000บาท ต้นทุนแปรผันอาจลดลงครึ่งหนึ่งของเดิมเท่ากับ 100,000 บาท เดือนนั้นจะมียอดขาดทุนเท่ากับ 500,000 - 900,000 = 400,000 บาท


ตัว เลขข้างต้นเป็นตัวเลขสมมติคร่าวๆเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ซึ่งในชีวิตจริงจะซับซ้อนกว่านี้ และแต่ละธุรกิจก็มีสัดส่วนของตัวเลขต้นทุนคงที่และต้นทุนแปรผันแตกต่างกันไป


แต่ ก็ทำให้เราเข้าใจว่า การเป็นเจ้าของธุรกิจนั้น รวยเร็ว และ เจ๊งเร็ว พอๆกัน ขึ้นกับฝีมือ ขึ้นกับความต้องการของตลาด ขึ้นกับปัจจัยหลายๆอย่าง


หาก สร้างธุรกิจได้ประสบความสำเร็จแล้ว ก็จะร่ำรวยเงินไหลมาเทมา โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว เงิน 10 ล้านบาทจึงเป็นเรื่องเล็กๆสำหรับเถ้าแก่เหล่านี้


ปัจจุบัน พบว่า มีเถ้าแก่หัวหมอที่ต้องการรวยลัดยิ่งๆขึ้น เขาใช้วิธีสร้างธุรกิจแล้วขายต่อทำกำไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งขายในตลาดหลักทรัพย์ เพราะได้สิทธิไม่ต้องเสียภาษีส่วนกำไร


ถ้าสร้างธุรกิจมาด้วยน้ำพักน้ำแรงจนมั่นคงแล้วขายต่อ คงจะไม่มีใครว่าอะไร เพราะอยู่ในกรอบ อยู่ในเกณฑ์


แต่ ถ้าใช้วิธีสร้างข่าว สร้างภาพให้หุ้นตัวเองด้วยการเทคโอเวอร์ , ขอสัมปทาน , ปั้นสารพัดโปรเจค์ขึ้นมาขายฝัน แล้วขายออกเป็นเรื่องที่น่าชิงชังอย่างยิ่ง


คน ขายรับเงินล่วงหน้าของประมาณการยอดขาย สิทธิสัมปทาน และ ค่านิยม( GOOD WILL )ต่างๆ ที่ตอบสนองไปในราคาหุ้นเรียบร้อยแล้ว ปล่อยให้คนซื้อไปรับความเสี่ยงแทน ว่ารายได้ในอนาคตจะได้ตามที่นักวิเคราะห์ขายฝันให้หรือเปล่า


2.เป็นนักบริหารระดับสูง

สมัย ก่อน พวกเถ้าแก่มักจะพูดสอนลูกหลานว่า เวลาเรียน ไม่ต้องเรียนสูงนัก พอให้จบปริญญาตรีแล้วมาทำการค้าจะร่ำรวยกว่า พวกที่เรียนสูงจบด๊อกเตอร์ สุดท้ายก็ไปเป็นลูกน้อง รับจ้างบริหารให้พวกเถ้าแก่ รับค่าจ้างเดือนละ 80,000 - 100,000 บาท แต่ไม่รวย


สมัย นี้ เราดูถูกนักบริหารมืออาชีพไม่ได้เสียแล้ว หากมีฝีมือจริง สามารถสร้างผลงานจนได้รับความไว้ใจจากเถ้าแก่หรือผู้ถือหุ้น จนขึ้นไปเป็นเบอร์หนึ่ง เบอร์สองของบริษัทแล้ว เขาจะสามารถทำรายได้ปีละ 5-10 ล้านบาทได้อย่างสบายๆ


รายได้ขนาดนี้มาได้อย่างไร


บริษัท ใหญ่ๆระดับประเทศ การที่ผู้บริหารสูงสุดจะมีเงินเดือนๆละ 500,000 - 1,000,000 บาท ไม่ใช่เรื่องแปลก และยิ่งถ้าได้เป็นกรรมการบริษัทในเครืออีก 4-5 แห่ง จะได้รับเบี้ยประชุมแห่งละ 300,000 - 500,000 บาทต่อปีทีเดียว


บางบริษัท ใช้วิธีตั้งโบนัสหรือส่วนแบ่งกำไรให้ตามยอดขาย ถ้าหากว่าสามารถทำผลงานได้ตามเป้าที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปี ช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟู บริษัทใหญ่ๆต่างสร้างสถิติยอดขายสูงสุดใหม่ ทำให้ผู้บริหารร่ำรวยไปตามๆกัน หลายคนได้โบนัส 3-5 ล้านบาท โดยไม่คาดฝัน


อีก ช่องทางที่สร้างรายได้เป็นกอบกำให้ผู้บริหารคือ ESOP ( EMPLOYEE STOCK OPTION PLAN ) ที่กรรมการบริษัทมักจะลงมติมอบสิทธิในการซื้อหุ้นให้กับผู้บริหารและพนักงาน บริษัท เพื่อจูงใจให้สร้างกำไรให้บริษัท ปรากฏว่า หุ้นเหล่านี้ส่วนใหญ่กว่า 70 % มักมอบให้กับผู้บริหาร 5 -10 คนแรกของบริษัท บางคนได้สิทธิจองซื้อถึง 10 ล้านหุ้น ลองนึกภาพดูว่า หากสามารถผลักดันกำไร จนทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปเหนือราคาใช้สิทธิสัก 5-6 บาทต่อหุ้น เขาจะทำกำไรได้คนละ 50-60 ล้านบาททีเดียว


นักบริหารมืออาชีพจึงเป็นกลุ่มคนที่มองข้ามไม่ได้


3.เป็นนักขายตรง


คน ไทย มักรังเกียจอาชีพงานขาย ดูถูกว่าต่ำต้อย ขณะที่ฝรั่งเขามองว่าเป็นงานที่ใช้ทักษะและใช้ความสามารถสูง เราจึงพบว่า ผู้บริหารของบริษัทฝรั่งหลายคนมักมีพื้นฐานเป็นนักขาย หรือ อยู่ฝ่ายขายมาก่อน


งาน ขายตรง ไม่ว่าประกันชีวิต เครื่องสำอางค์หรือยาชูกำลังสารพัด มักได้ค่านายหน้าประมาณ 30 % ไม่ว่าจะเป็นการขายครั้งแรกหรือเมื่อขายซ้ำ ยกเว้นขายประกันชีวิตที่จะได้มากในปีแรก


ส่วนผู้บริหารทีมงานจะได้ค่าบริหารประมาณ 30 % ของค่านายหน้าของลูกทีม ซึ่งน่าจะตกประมาณ 10 % ของยอดขาย


ลอง นึกภาพดูว่า ถ้าทีมงานขายนั้นสร้างยอดขายต่อปีได้ถึง 100 ล้านบาท ผู้บริหารทีมงานก็จะมีรายได้ถึง 10 ล้านบาทต่อปีทีเดียว หรือ ตัวนักขายเองหากขยันพบลูกค้าจนสามารถทำยอดขายได้ 10 ล้านบาทต่อปี เขาก็สามารถมีรายได้ 3 ล้านบาทต่อปีได้เช่นกัน


4.เป็นนักวิชาชีพผู้ประสบความสำเร็จ


เรา คงเคยได้ยิน เรื่องแพทย์เฉพาะทาง , ทนายความผู้เชี่ยวชาญ , สถาปนิกผู้โด่งดัง ที่สามารถทำเงินได้ปีละ 5 -10 ล้านบาท บางคนสามารถเรียกค่าปรึกษาเป็นนาที ตั้งราคาตามที่ตนเองพอใจ คนเหล่านี้ย่อมเป็นเศรษฐีได้ตามปรารถนา


ที่ เล่ามา เป็นกลุ่มหลักๆที่พอจะประมวลมาได้ว่า เป็นช่องทางที่คนทั่วไปจะมาดมั่นขึ้นมาเป็นเศรษฐีได้ ด้วยมือเปล่า ขณะที่บางอาชีพทำให้ตาย ขยันอย่างไร ก็ไม่มีทางรวย


แต่ คุณเห็นด้วยกับผมไหมว่า ทุกกลุ่มที่พูดมาทั้งหมด มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ต้องขยันมุ่งมั่นและอดทนอย่างถึงที่สุด จึงจะบรรลุความสำเร็จ


ว่าแต่ว่า คุณมีคุณสมบัตินี้แล้วหรือยัง ถ้ามี เงินล้าน เงินสิบล้าน ก็รอเป็นรางวัลชีวิตให้คุณได้เหมือนกัน