ค้นหาบล็อกนี้

วันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

โรคอ้วน Obesity



โรคอ้วน Obesity

โรคอ้วน คือ สภาวะที่ร่างกายเรามีไขมันสะสมไว้ตามส่วนต่างๆของร่างกายเกินความจำเป็นนั่น เอง ซึ่งปริมาณพลังงานที่เราได้รับจากการรับประทานอาหารมีมากกว่าพลังงานที่เรา ได้ใช้จากการออกกำลังกายหรือการทำงาน ทำให้เกิดพลังงานที่เหลือสะสมอยู่ในรูปแบบของไขมัน โดยปกติเราจะใช้วิธีการง่ายๆด้วยการเอาส่วนสูงเป็นเซนติเมตร –100 หรือ 110 สำหรับผู้ชาย ส่วนผู้หญิง เราจะใช้วิธีเอาส่วนสูง (ซม.) -110 เพื่อที่จะได้ทราบถึงน้ำหนักตัวที่เหมาะสม แต่วิธีดังกล่าวยังได้ผลไม่แน่นอนเท่าที่ควร เนื่องจากมวลน้ำหนักกระดูกในร่างกายหรือโครงสร้างของร่างกายแต่ละคนแตกต่าง กัน ดังนั้นเราจึงใช้วิธีการวัดแบบดัชนีวัดค่ามวลของร่างกายที่เรียกว่า Body Mass Index หรือ BMI


วิธีการคำนวณค่า BMI ในร่างกาย = น้ำหนัก(กิโลกรัม.) / ส่วนสูง(เมตร)2
ยกตัวอย่างเช่น ผู้หญิงมีส่วนสูง 160 ซ.ม. หนัก 50 กก.
วิธีคิดค่า BMI คือ 50 กก./1.6 (เมตร)2 = 19.5 กก./ม.
ซึ่ง ค่าปกติ BMI ของผู้หญิงควรอยู่ระหว่าง 19-25 กิโลกรัมต่อเมตร หากได้ค่า BMI มากเกินกว่า 25 ถือว่าเริ่มอ้วนแล้ว ส่วนผู้ชายควรมีค่า BMI อยู่ที่ระหว่าง 20-25 กิโลกรัมต่อเมตร โดยน้ำหนักมาตรฐานที่เหมาะสมของทั้งผู้หญิงและผู้ชายควรอยู่ในระหว่างค่า เฉลี่ย BMI ซึ่งหากว่าค่า BMI น้อยกว่าค่าเฉลี่ย แสดงว่าเราผอมเกินไป แต่หากได้ค่ามากเกินกว่าค่าเฉลี่ย BMI แสดงว่าเราอ้วนเกินไป และเนื่องจากพออายุมากขึ้น ระบบการเผาผลาญไขมันในร่างกายจะลดลง ทำให้ผู้สูงอายุส่วนใหญ่จึงมีปัญหาเรื่องโรคอ้วน ทั้งๆที่พฤติกรรมและปริมาณอาหารที่บริโภคก็เท่าเดิม แต่น้ำหนักกลับขึ้นเอาๆ และเรื่องของความอ้วนไม่ได้หยุดอยู่แค่การมีไขมันมาพอกหนาตามร่างกาย แต่ยังนำพาภาวะเสี่ยงของโรคต่างๆ อีกมากมาย เช่นโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคข้อเสื่อม โรคมะเร็ง เป็นต้น


สาเหตุของโรคอ้วน
สาเหตุหลักๆ ของโรคอ้วนมีอยู่ 2 ปัจจัยคือปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายใน
1. สาเหตุจากปัจจัยภายนอก เกิดจากพฤติกรรมการกิน การที่เราตามใจปากของเรามากเกินไป รับประทานอาหารเกินกว่าปริมาณอาหารที่ร่างกายของเราต้องการ โดยการรับประทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต ไขมันและของหวานในปริมาณมากๆ รวมทั้งการกินจุกจิก ในขณะที่เราไม่ค่อยได้ทำงานหรือออกกำลังกายน้อย ก็จะทำให้ไขมันไปสะสมพอกพูนตามส่วนต่างๆของร่างกายเราได้
2. สาเหตุจากปัจจัยภายใน เกิดจากความผิดปกติภายในร่างกาย ได้แก่
• จากความผิดปกติของระบบการทำงานภายในร่างกาย เช่น ต่อมไทรอยด์ ต่อมใต้สมอง ทำให้มีไขมันสะสมตามส่วนต่างๆของร่างกาย
• กรรมพันธุ์ ถ้าพ่อและแม่อ้วนทั้งคู่ ลูกที่เกิดมามีโอกาสอ้วนได้ถึง 80% แต่ถ้าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งอ้วน ลูกมีโอกาสอ้วนได้ถึง 40%
• โรคประจำตัวหรือการได้รับอุบัติเหตุ ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวหรือออกกำลังกายได้สะดวก จึงรับประทานอาหารมากกว่าที่จะสามารถออกกำลังกาย
• จากการรับประทานยาบางชนิดสามารถทำให้อ้วนขึ้นได้ เช่นยาบำรุงเลือด ยาคุมกำเนิด หรือฮอร์โมนสเตียรอยด์ หากผู้ป่วยได้รับยาเป็นเวลานานทำให้อ้วนได้
• เพศ เพศหญิงมักมีโอกาสอ้วนได้ง่ายกว่าเพศชาย เนื่องจากโดยนิสัยธรรมชาติของผู้หญิงที่ชอบการรับประทาน โดยเฉพาะของหวาน อีกทั้งในภาวะที่ตั้งครรภ์ ก็ทำให้ผู้หญิงต้องรับประทานอาหารมากขึ้นเพื่อบำรุงร่างกายและทารกในครรภ์ แต่หลังจากคลอดลูกแล้ว บางรายอาจลดน้ำหนักได้ แต่บางรายอาจลดไม่ได้ นอกจากนี้ผู้หญิงยังทำงานหนักน้อยกว่า การออกกำลังกายน้อยกว่า ทำให้โอกาสที่ผู้หญิงจะอ้วนมากกว่าผู้ชายอยู่ที่ 4 ต่อ 1


ทำไมต้องให้ความสำคัญกับการลดความอ้วนด้วย
นอก จากความอ้วน หรือภาวะอ้วนจะทำให้การเคลื่อนไหวของร่างกายไม่คล่องตัวแล้ว ความอ้วนยังมีผลกระทบต่อบุคลิกภาพ ทำให้ขาดความมั่นใจได้ง่ายในการเข้าสังคม ความอ้วนยังถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาได้มากมาย อาทิเช่น


1. ไขมันในเลือดสูง สามารถนำไปสู่ความผิดปกติในการทำงานของระบบอื่นๆ ในร่างกายได้ โดยเฉพาะเมื่อไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือด ยิ่งหนามากขึ้นๆ ทำให้ทางเดินของเลือดไหลเวียนไปไม่สะดวกในการไปหล่อเลี้ยงเซลล์ทุกส่วนของ ร่างกาย และเมื่อร่างกายของเราบางส่วนได้รับเลือดไปหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ ย่อมจะส่งผลให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพตามมาอีกมาก ทั้งโรคหัวใจวาย ความดันโลหิตสูง เหนื่อยหอบ มึนงงบ่อยๆ เป็นลม เมื่อเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายไม่ดี เซลล์ต่างๆก็เสื่อมสภาพโทรมลง อนุมูลอิสระก็เกิดเร็วขึ้น จึงทำให้เราดูแก่ขึ้นได้ชัด
2. โรคเบาหวาน เป็นโรคที่มักเกิดขึ้นได้ง่ายกับคนอ้วน และในคนไข้ที่ป่วยเป็นเบาหวานด้วยแล้ว ความอ้วนจะส่งผลทำให้เกิดภาวะดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลินได้ ทำให้การรักษาโรคเบาหวานทำได้ยากมากขึ้น และหากผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานมีรูปร่างอ้วนด้วยแล้ว ต้องคอยระมัดระวังอย่างมากเพราะหากเกิดบาดแผลจะรักษาไม่หายทำให้กลายเป็นแผล เรื้อรัง บางทีอาจเกิดแผลกดทับ ประกอบกับอาจเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อราที่แผลได้ง่ายขึ้น เพราะเนื่องจากมีความอับชื้นตามซอกแขนและซอกขาที่มีไขมันมากกว่าปกติ
3. โรคความดันโลหิตสูง เมื่อไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือดมาก ทำให้เป็นอุปสรรคในการไหลเวียนโลหิตภายในร่างกาย ซึ่งหัวใจของเราจะทำหน้าที่เหมือนปั๊มน้ำ ที่กระตุ้นและผลักดันให้เลือดไหลเวียนไปทั่วร่างกาย หากในบางจุดเส้นเลือดตีบ แต่ร่างกายต้องการเลือด มันอาจจะออกแรงผลักดันเลือด ทำให้เส้นเลือดในสมองแตกถึงแก่ชีวิต หรืออาจพิการเป็นอัมพาตหรืออัมพฤกษ์ได้
4. โรคหัวใจ เนื่องจากไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน ส่งผลให้หัวใจของเราทำงานหนักมากขึ้น ถ้าไขมันที่ไปเกาะตามผนังหลอดเลือดเป็นเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงหัวใจก็ทำให้ เกิดโรคหัวใจขาดเลือด และเกิดอาการหัวใจวาย
5. โรคระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากคนอ้วนมักมีการเคลื่อนไหวน้อย ไม่ค่อยได้ทำงานหรือออกกำลังกาย ทำให้ปอดขยายตัวได้ไม่เต็มที่ การทำงานของปอดลดลง ก่อให้เกิดการติดเชื้อของทางเดินหายใจได้ง่าย บางครั้งถึงกับมีการหายใจลดลง หายใจติดขัด จึงเป็นเหตุทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในปอดได้ง่าย ซึ่งทำให้คนที่อ้วนมากๆ จะรู้สึกเหนื่อยง่ายและง่วงนอนอยู่ตลอดเวลา
6. โรคข้อกระดูกเสื่อม เนื่องจากต้องรับน้ำหนักตัวที่มากเกินกว่าที่กระดูกข้อเข่าและข้อเท้าจะรับ ได้ ทำให้คนที่อ้วนมากๆ บางคนไม่สามารถยืนหรือเดินได้เลย เพราะกระดูกข้อเท้าไม่มีกำลังมากพอที่จะแบกรับน้ำหนักได้ไหว คนอ้วนมากๆจึงเคลื่อนไหวได้ลำบาก เดินเอียงไปเอียงมา และมีอาการเหนื่อยง่าย
7. โรคนิ่วในถุงน้ำดีและการที่มีไขมันไปแทรกในตับ ซึ่งเมื่อร่างกายของเรามีไขมันมาก จะทำให้การทำงานของตับลดลง เพราะไขมันจะเข้าไปแทรกอยู่จนทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้
8. โรคมะเร็ง ไขมันที่สะสมอยู่มากๆ จะทำให้ระบบการทำงานในร่างกายของเราผิดปกติ เกิดภาวะเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคมะเร็งบางอย่างได้ง่าย เช่น โรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งในถุงน้ำดี เป็นต้น


ข้อผิดพลาดที่มักจะเกิดกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก
1. ไม่รับประทานอาหารเช้า จริงๆแล้ว เราควรรับประทานอาหารมื้อเช้าเป็นประจำทุกวัน อาหารเช้าเป็นมื้อสำคัญที่สุดนอกจากจะบำรุงสมองแล้ว ยังช่วยให้ระบบเผาผลาญอาหารทำงาน การเลี่ยงไม่รับประทานอาหารเช้าจะทำให้ร่างกายไม่ใช้พลังงานส่วนนี้ การรับ ประทานอาหารเช้าที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยป้องกันไม่ให้อ้วนง่าย ลดน้ำหนักได้ดีกว่าคนที่ไม่กินอาหารเช้า และสำหรับคนที่ลดแล้วก็จะคงน้ำหนักตัวได้ง่าย
2. อดอาหารมากเกินไป เข้มงวดกับร่างกายจนเป็นการกระตุ้นทำให้ร่างกายเกิดความหิวและความอยากอาหารมากขึ้น ในที่สุดก็ลดน้ำหนักไม่สำเร็จ
3. ขาดจุดยืนหรือแรงจูงใจที่ชัดเจน หากต้องการลดน้ำหนักจริงๆ ควรตั้งเป้าหมายไว้ว่าอยากลดน้ำหนักได้กี่กิโลกรัมต่อเดือน แล้วควรทำอย่างไร ควรตั้งเป้าหมายที่พอเป็นไปได้และไม่หักโหมกับการลดน้ำหนักมากจนเกินไป
4. ดื่มเครื่องดื่มที่มีแคลอรี่สูง การดื่มกาแฟยิ่งถ้ามีน้ำเชื่อมกับวิปครีม อาจทำให้เป็นการเพิ่มน้ำหนักและไขมันในร่างกายได้ รวมไปถึงการดื่มไวน์ร่วมกับอาหารมื้อค่ำหรือดื่มน้ำผลไม้ระหว่างวัน อาจทำให้แคลอรี่สูงซึ่งส่งผลกระทบต่อการลดน้ำหนักได้ ควรดื่มน้ำเปล่าหรือน้ำสมุนไพรแบบไม่ใส่น้ำตาลจะเหมาะกว่า
5. ไม่ยอมออกกำลังกาย ไม่ใช่แค่จำกัดการรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียว ควรเลือกที่จะใช้พลังงานแคลอรี่ที่ได้รับในร่างกาย โดยดึงออกมาใช้ด้วยการออกกำลังกาย
6. เครียด บางรายเครียดจัดที่ไม่สามารถลดน้ำหนักได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เลยกลับมารับประทานอาหารเหมือนเดิม
7. นอนดึก นอกจากจะทำให้ร่างกายดูโทรมและแก่เร็วแล้ว ยังทำให้รู้สึกหิวมากขึ้นด้วย


การป้องกันโรคอ้วน
การ แก้ปัญหากับความอ้วนนี่ขึ้นอยู่ที่ใจล้วนๆ ซึ่งวิธีการที่เหมาะสมคือการปรับพฤติกรรมการบริโภค การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย หากสาเหตุของการอ้วนขึ้นเกิดจากอาการป่วยหรือความผิดปกติในร่างกาย ควรพบและปรึกษาแพทย์และทำการรักษา แต่หากอ้วนเพราะกรรมพันธุ์ อันนี้คงต้องใช้วิธีการควบคุมพฤติกรรมการกิน เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และไขมันต่ำ ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ


อย่าง ไรก็ตาม มีคนจำนวนไม่น้อยชอบคิดว่าตัวเองอ้วน หรือว่ามีภาวะอ้วนจริงๆ และต้องการอยากลดความอ้วนได้อย่างรวดเร็วทันใจ ทำให้เลือกที่จะรับประทานยาลดความอ้วน ซึ่งต้องระมัดระวังให้มาก เพราะในยาลดความอ้วนจะมีสารที่ออกฤทธิ์แรงและแพทย์จะไม่แนะนำเลย เป็นอันตรายต่อร่างกาย หากรับประทานเข้าไปอาจทำลายอวัยวะภายในร่างกาย อันจะส่งผลทำให้เสียชีวิตได้ ทางที่ดีควรเลือกวิธีการลดความอ้วนด้วยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และตั้งใจลดความอ้วนแบบค่อยเป็นค่อยไป อาจให้ผลช้าหน่อยแต่ปลอดภัยกับชีวิตของเรามากกว่า


โภชนาการสำหรับการลดความอ้วน
การ ลดน้ำหนักที่ดีและให้ได้ผลควรค่อย ๆ เป็นค่อยๆไป เพราะการลดอาหารแบบให้น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วนั้น อาจส่งผลเสียต่อระบบการทำงานภายในร่างกายได้ เช่นหัวใจ ผิวหนัง เป็นต้น การลดน้ำหนักไม่ได้หมายความว่าเป็นการลดการบริโภคอาหาร แต่เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานให้ถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับการลดน้ำหนักมีดังนี้
• รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และรับประทานอาหารแต่ละหมู่ให้หลากหลาย
• ควรเลือกรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตแบบไม่ฟอกสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีต เป็นต้น
• รับประทานอาหารให้ครบทุกมื้อ แต่ลดปริมาณอาหารในแต่ละมื้อลง
• เลือกรับประทานอาหารประเภทโปรตีนและแคลเซียม เช่นเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เนื้อปลา นมพร่องมันเนย โยเกิรต์ถั่วต่างๆ เมล็ดธัญพืช เป็นต้น
• รับประทานผักและผลไม้ให้เพียงพอต่อความต้องการในร่างกาย จำกัดการรับประทานผลไม้ที่มีรสหวานจัด
• เลือกใช้ไขมันพืชแทนไขมันสัตว์ในการปรุงอาหาร เช่นน้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด เป็นต้น แต่สำหรับน้ำมันปาล์มควรหลีกเลี่ยงเนื่องจากมีไขมันอิ่มตัวสูง
• เลือกปรุงอาหารโดยใช้วิธีนึ่ง ต้ม ตุ๋น อบ แทนการทอดหรือย่าง หากต้องการปรุงอาหารด้วยวิธีการผัด ไม่ควรใส่น้ำมันเยอะ
• ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ประกอบด้วยแป้งหรือไขมันมากๆ เช่นซาลาเปา ปาท่องโก๋ หมูสามชั้น หนังไก่ หนังหมู ไข่แดง เป็นต้น รวมไปถึงอาหารที่มีกะทิเป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหาร
• ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานขนมหวาน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม น้ำหวาน ชาและกาแฟ เลือกดื่มน้ำเปล่าหรือน้ำสมุนไพรที่ไม่ใส่น้ำตาล

ความดันโลหิตสูง Hypertension



ความดันโลหิตสูง Hypertension



โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension)
ความ ดันโลหิต คือแรงดันเลือดที่เกิดจากหัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย ซึ่งแรงดันที่เลือดกระทำต่อผนังหลอดเลือดจะมีค่ามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ อัตราการเต้นของหัวใจ และความต้านทานในหลอดเลือด ค่าความดันโลหิตของคนเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างเช่น อุณหภูมิ อากาศ อารมณ์ ความเครียด ภาวะก่อนและหลังการเล่นกีฬา หรือการพักผ่อน ค่าความดันโลหิตในร่างกายของเรามีลักษณะเป็น Circadian Rhythm ซึ่งค่าจะแตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลาของวัน โดยทั่วไปความดันจะตกในช่วงกลางคืนและเพิ่มสูงอย่างรวดเร็วในตอนเช้า

ค่าความ ดันโลหิตจะมี 2 ค่าที่เรียกว่า ค่าความดันโลหิตตัวบน (Systolic Blood Pressure หรือ SBP) และค่าความดันโลหิตตัวล่าง (Diastolic Blood Pressure หรือ DBP) ค่าตัวบนเป็นค่าความดันโลหิตในหลอดเลือดที่เกิดขึ้นในขณะที่หัวใจบีบตัวไล่ เลือดออกจากหัวใจ เป็นช่วงที่แรงดันในเส้นเลือดสูงสุด ส่วนตัวล่างคือค่าความดันของเลือดที่ยังค้างอยู่ในหลอดเลือดขณะที่หัวใจคลาย ตัว เป็นช่วงที่แรงดันในเส้นเลือดต่ำสุด ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงควรจำค่าทั้งสองไว้ และในแต่ละช่วงอายุของคนเรา ค่าความดันโลหิตจะแตกต่างกัน ซึ่งโดยเฉลี่ยในแต่ละช่วงอายุ ค่าความดันโลหิตตัวบนและค่าความดันโลหิตตัวล่างไม่ควรเกินเกณฑ์ดังต่อไปนี้



หมายเหตุ : ตัวเลขตัวแรกคือตัวเลขค่าความดันตัวบน ส่วนเลขถัดมาคือค่าความดันตัวล่าง


สำหรับ ผู้สูงอายุที่มากกว่า 65 ปีขึ้นไป ถ้าความดันเลือดที่สามารถวัดได้สูงกว่า 160/95 มิลลิเมตรปรอท แนะนำให้ผู้สูงอายุลองนอนพักประมาณ 5-10 นาที แล้วจึงทำการวัดความดันโลหิตใหม่อีกที หากยังได้ค่าความดันเลือดเท่าเดิมหรือใกล้เคียงกับครั้งก่อน ควรทำการวัดความดันโลหิตซ้ำอีกในเวลา 2-3 สัปดาห์อีก 2-3 ครั้ง หากค่าตัวบนและค่าตัวล่างสูงตลอดจึงจะถือว่าเป็นความดันเลือดสูงได้ ความดันโลหิตเป็นค่าไม่คงที่ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาทุกวินาที จึงไม่แปลกที่เมื่อทำการวัดค่าความดันโลหิตซ้ำในเวลาที่ใกล้เคียงกันแล้วได้ คนละค่า แต่ค่าที่วัดได้ก็ไม่ควรจะแตกต่างกันมากนัก

สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง
สาเหตุของการที่ทำให้ภาวะความดันโลหิตสูงขึ้นได้นั้นยังไม่ชัดเจนแต่อาจเกิดจาก
1. โรคไต จะเป็นทั้งชนิดของโรคไตอักเสบเฉียบพลัน หรือไตวายเรื้อรัง
2. โรคเนื้องอกของต่อมหมวกไตบางชนิด
3. โรคครรภ์เป็นพิษ เป็นภาวะของความดันโลหิตสูง ที่เกิดร่วมกับ การตั้งครรภ์ เมื่อคลอดบุตรแล้ว ความดันโลหิตจะลดลง
4. การใช้ยาสเตียรอยด์ หรือสตรีที่ใช้ยาคุมกำเนิด เมื่องดยาคุมกำเนิดแล้ว ความดันโลหิตจะกลับเป็นปกติ
5. โรคกล้ามเนื้อหัวใจบางชนิด หรือโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกรั่ว

อาการของโรค
ผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง มักมีอาการดังนี้
1. ปวดศีรษะ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะ โดยมักปวดบริเวณท้ายทอย จะมีอาการปวดบริเวณดังกล่าวในตอนเช้า ซึ่งจะพบใน คนที่มีความดันโลหิตสูงค่อนข้างรุนแรง อาการปวดศีรษะจะหายไปได้เอง แต่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง ในผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ใจสั่น อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ความรู้สึกทางเพศลดลง
2. เลือดกำเดาออก
3. ปัสสาวะเป็นเลือด
4. ตาพร่ามัว มองเห็นภาพไม่ชัดเจน ดูเบลอๆ

ทำไมต้องลดความดันโลหิตสูง
ความ ดันโลหิตสูงมีผลเกี่ยวเนื่องต่อการทำงานระบบต่างๆในร่างกายด้วย เนื่องจากความดันโลหิตเปรียบเสมือนแรงดันที่คอยสูบฉีดเลือดในร่างกาย ดังนั้นการที่ปล่อยให้ความดันโลหิตสูงอยู่เป็นระยะเวลานาน จะทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดแดง โดยเฉพาะหลอดเลือดเลี้ยงสมอง ตา หัวใจ และไต เป็นต้น
1.) สมอง หากความดันโลหิตในร่างกายสูงมาก ในขณะที่หลอดเลือดในสมองก็ตีบหรือตัน อาจทำให้หลอดเลือดแตก ซึ่งส่งผลให้เลือดออกในสมองได้ง่ายและอาจทำให้ผู้ป่วย ป่วยเป็นโรคอัมพาตหรืออัมพฤกษ์ได้ นอกจากนี้หากความดันโลหิตสูงมากๆทันที อาจทำให้ผู้ป่วยปวดศีรษะอย่างรุนแรง ไม่รู้สึกตัวและอาจเกิดอาการชักได้ หากได้รับการรักษาไม่ถูกต้องและทันเวลา อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้
2.) หัวใจ ความดันโลหิตสูงทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เป็นผลให้หัวใจโต หากหัวใจต้องทำงานหนักมากๆ อาจทำให้หัวใจล้มเหลวได้ และผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ และกล้ามเนื้อหัวใจตายได้มากกว่าคนที่มีความดันปกติทั่วไป
3.) ไต ความดันโลหิตสูงอาจทำให้ไตอักเสบและฝ่อ
4.) ดวงตา ความดันโลหิตสูงจะมีผลต่อหลอดเลือดที่ตา เช่นเลือดออกที่จอตา หลอดเลือดเล็กๆที่จอตาอุดตัน ซึ่งจะทำให้ดวงตาพร่ามัวและอาจตาบอดได้

การรักษาโรค
เนื่อง จากความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุ ดังนั้นการรักษาด้วยการรับประทานยาจึงเป็นลักษณะการควบคุมระดับของค่าความ ดันในร่างกายของเรา ซึ่งผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงควรพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาเป็นประจำทุก ครั้งที่แพทย์นัด และห้ามหยุดยา เพราะหากหยุดยา ความดันโลหิตอาจกลับมาสูงอีกได้


การรักษาโรคความดันโลหิตสูงมีอยู่ 2 แบบคือ
1. การใช้ยา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นยาที่ใช้ควบคุมระดับค่าของความดันในร่างกาย โดยแพทย์จะจัดยาให้ตามลักษณะอาการของผู้ป่วย รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนต่างๆ
2. การไม่ใช้ยา คือการรักษาโดยการดูแลสุขภาพร่างกายของตนเองให้แข็งแรง โดยมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการใช้ชีวิตประจำวัน


• การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควรเริ่มจากการออกกำลังกายเบาๆ อย่าหักโหม ไม่ควรออกกำลังกายที่ต้องกลั้นหายใจหรือใช้แรงเบ่ง เช่นการยกน้ำหนัก วิดพื้น ชักเย่อ เป็นต้น
• การลดน้ำหนัก ควรค่อยๆลดน้ำหนักจนกระทั่งได้น้ำหนักตัวที่มาตรฐานเหมาะสมกับโครงสร้างของร่างกาย ไม่อ้วนจนเกินไปและไม่ผอมจนเกินไป
• การงดสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่จะทำลายและก่อให้เกิดการหดตัวของหลอดเลือด
• หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพราะจะทำให้หลอดเลือดขยายตัว การไหลเวียนของโลหิตเร็วและแรงขึ้น หัวใจต้องทำงานหนัก และแรงดันโลหิตจะพุ่งสูงขึ้น
• การหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงและอาหารที่มีรสเค็ม
• เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
• พยายามควบคุมอารมณ์ไม่ให้หงุดหงิด โกรธง่ายหรือตื่นเต้น พยายามฝึกอารมณ์ให้นิ่งและใจเย็น รวมทั้งอยู่กับอากาศบริสุทธิ์จะช่วยให้สุขภาพทั้งกายและใจดีขึ้น
• ควรรับประทานอาหารเช้าทุกวัน เพราะอาหารเช้ามีส่วนสำคัญต่อการรักษาระดับความดันโลหิตภายในร่างกาย

โภชนาการที่เหมาะสม
หลัก สำคัญในการควบคุมและรักษาระดับค่าความดันโลหิตไม่ให้สูงคือการหลีกเลี่ยง อาหารที่มีรสเค็มและอาหารที่มีไขมันสูง ดังนั้น ผู้ป่วยหรือผู้ที่ยังไม่ป่วยแต่มีภาวะเสี่ยงควรปรับการบริโภคอาหารดังนี้
• หลีกเลี่ยงของการรับประทานอาหารพวกของแห้ง ของเค็มและรมควัน เช่นปลาเค็ม กะปิ กุ้งแห้ง หมูแฮม เบคอน ไส้กรอก เป็นต้น
• หลีกเลี่ยงการใช้เกลือ ซอสปรุงรส ซีอิ๊ว ซุปก้อน ผงชูรสและน้ำปลาในการปรุงอาหาร
• หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารหมักดองทุกชนิด รวมทั้งน้ำผลไม้กระป๋องด้วย
• หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่
• หลีกเลี่ยงของหวานเพราะจะทำให้น้ำหนักตัวและระดับไขมันเพิ่มสูงขึ้นได้
• หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มพวก ชา กาแฟ ซึ่งมีสารคาเฟอีนสูงกระตุ้นให้หัวใจทำงานหนักขึ้น สูบฉีดโลหิตแรงขึ้น เป็นอันตรายสำหรับผู้มีความดันโลหิตสูง
• ควรรับประทานอาหารเช้าที่มีไขมันต่ำแต่มีคุณค่าทางอาหารสูง
• ควรรับประทานอาหารจำพวกแป้งไม่ฟอกสี เช่นข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีต ข้าวโอ๊ต
• หากต้องการรับประทานอาหารจำพวกถั่วเพื่อเสริมโปรตีนในร่างกาย ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานพวกถั่วอบเนย หรือถั่วอบเกลือ เพราะมีรสเค็มจะส่งผลต่อความดันในร่างกายได้
• ควรรับประทานนมพร่องมันเนย ถั่วต่างๆ เมล็ดธัญพืช
• เลือกใช้ไขมันจากพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันดอกคำฝอย เป็นต้น ในการปรุงอาหาร และไม่ควรรับประทานอาหารที่มีไขมันมากๆ
• สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงแล้วต้องกินยาขับปัสสาวะ ควรกินส้มหรือกล้วยประจำ เพื่อทดแทนโปแตสเซียมที่เสียไปในปัสสาวะ

ยาหมอเส็งช่วยได้ไหม?

ยาบำรุงร่างกายเบอร์2 ตราหมอเส็ง มีส่วนช่วยในการทำความสะอาดหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น ไม่เปราะ แตกง่าย ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น จึงเหมาะกับการบำรุงรักษาร่างกายให้เกิดสมดุลกัน ให้มีการบำบัด เยียวยา รักษาด้วยตัวของมันเ

วัยทอง Old age


วัยทอง Old age


วัยทองในผู้หญิง คือวัยหมดประจำเดือนอายุประมาณ 45-55 ปี โดยเฉลี่ยอายุ 49 ปี ผู้ที่สูบบุหรี่ ผู้ที่ตัดรังไข่ก็สามารถเกิดวัยทองได้ทันทีหลังตัดรังไข่ เมื่อถึงวัยนี้รังไข่จะหยุดทำงาน และไม่มีการตกไข่อีกต่อไป ทำให้ไม่มีประจำเดือนและไม่มีการสร้างฮอร์โมนเพศหญิงจากรังไข่อีก จึงทำให้เกิดอาการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย


อาการในวัยทอง เมื่อไม่มีการสร้างฮอร์โมนเพศหญิง จะพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ดังนี้
- ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ
- มี อาการทางระบบเส้นเลือด เช่น อาการร้อนวูบวาบ โดยเฉพาะส่วนบนของร่างกาย แก้ม คอจะแดง เหนื่อยง่าย ใจสั่น มีเหงื่อออกมากตอนกลางคืน หรือบางคนมีอาการหนาวสั่น อาการนี้จะเป็นนานประมาณ 1-5 นาที
- เต้านมมีขนาดเล็กลง
- ผิวหนังจะบางลง แห้งและเกิดเป็นแผลได้ง่าย มีอาการคันตามผิวหนัง หรือเหมือนมีมดไต่ หรือมดกัดตามผิวหนัง
- เส้นผมจะหยาบแห้งและบางลง หลุดร่วงได้ง่าย ไม่ดกดำเป็นเงางามเหมือนก่อน
- มี อาการทางกล้ามเนื้อและผิวหนัง ผู้ที่อยู่ในช่วงวัยทองจะมีอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ หรือปวดตามข้อและกระดูก กระดูกจะเริ่มบางลง เนื่องจากมีการทำลายเซลล์กระดูกเพิ่มขึ้น
- อาการทางระบบสืบพันธุ์ ผนังเยื่อบุช่องคลอดจะบางลง ช่องคลอดขยายตัวไม่ดี ช่องคลอดแห้ง ทำให้มีอาการเจ็บหรือแสบในช่องคลอดเวลามีเพศสัมพันธ์ และมีการติดเชื้อในช่องคลอดบ่อยขึ้น และเกิดภาวะช่องคลอดหย่อน เรียกว่า กระบังลมหย่อน
- อาการทางระบบปัสสาวะ มีอาการปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะขัด กลั้นปัสสาวะไม่ได้ ปัสสาวะเล็ดเวลาไอ จามหรือหัวเราะ นอกจากนี้เยื่อบุปัสสาวะยังบางลง ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย และอักเสบได้บ่อย
- มีอาการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์เร็ว เครียดง่าย หงุดหงิด โกรธง่าย ใจน้อย ควบคุมอารมณ์ได้ยาก บางคนหลงลืมง่าย เวียนศีรษะ ซึมเศร้า
- มีปัญหาเรื่องการนอน นอนหลับยาก ตื่นเร็ว
- ความรู้สึกทางเพศลดลง บางคนอาจมีความรู้สึกทางเพศสูงขึ้น
- มีการเปลี่ยนแปลงทางรูปร่าง เอวจะเริ่มหายไป ไขมันเพิ่ม ผิวหนังเหี่ยว
- ร่างกายมีภูมิต้านทานลดลง ทำให้ติดเชื้อและเจ็บป่วยได้ง่าย


เมื่อเข้าสู่วัยทองมักจะมีโรคต่าง ๆ ตามมา คือ เกิดโรคกระดูกพรุนได้เร็ว โรคหลอดเลือดหัวใจ และสมอง มะเร็งเต้านม และมะเร็งปากมดลูก

การปฏิบัติตัวเมื่อเข้าสู่วัยทอง ควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย ไขมันน้อย รับประทานพวกผักใบเขียวและผลไม้ที่มีวิตามินเอ ซี อี สูง ข้าวซ้อมมือ ดื่มนมพร่องหรือขาดมันเนยเป็นประจำ ดื่มน้ำสะอาดวันละ 6-8 แก้ว ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน หรือแอลกอฮอล์ เพราะมีผลต่อการดูดซึมแคลเซียม และไม่ควรสูบบุหรี่ ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ สุดท้ายทำจิตใจให้สบาย

ยาสตรีเบอร์2 ตราหมอเส็ง มีส่วนผสมของว่านชักมดลูกและยาบำรุงร่างกายของหมอเส็ง ช่วยบำรุงร่างกาย เพิ่มฮอร์โมนเพศหญิง ปรับระบบไหลเวียนโลหิต เมื่อทานยาสตรีเบอร์2 ตราหมอเส็งแล้ว จะทำให้ร่างกายสดชื่น ผิวพรรณดี มีน้ำมีนวล ร่างกายแข็งแรง ไม่หงุดหงิด อ่อนเพลียง่าย

โลหิตจาง Anemia


โลหิตจาง Anemia


ภาวะ โลหิตจางหมายถึงเม็ดเลือดแดงในกระแสเลือดมีปริมาณหรือคุณภาพต่ำกว่าปกติ ทำให้ฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงซึ่งทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปสู่เนื้อเยื่อ มีปริมาณลดลง แม้ว่าภาวะโลหิตจางอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุก็ตาม แต่การขาดสารอาหารโดยเฉพาะธาตุเหล็กซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของฮีโมโกลบิน นั้นจัดเป็นสาเหตุสำคัญที่พบได้บ่อยในคนทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กและวัยรุ่น สตรีมีประจำเดือน สตรีมีครรภ์และหลังคลอด ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคกระเพาะและลำไส้ นักกีฬาและผู้ใช้แรงงาน


ภาวะ โลหิตจางมิได้มีผลต่อระบบการไหลเวียนเลือดเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบอื่น ๆ ในร่างกายเช่น ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบประสาท ระบบทางเดินอาหารเป็นต้น อาการของภาวะโลหิตจางจึงพบได้ทั่วไปและไม่จำเพาะเจาะจง เช่น
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ใจสั่น เวียนศีรษะ หน้ามืด ตาลาย
- สมองล้า หลงลืมง่าย ขาดสมาธิการทำงาน เรียนหนังสือไม่ดีเท่าที่ควร
- เบื่ออาหาร ท้องอืดท้องเฟ้อ ทำให้ขาดสารอาหารมากขึ้นและส่งผลให้ภาวะโลหิตจางรุนแรงขึ้น
- ภูมิคุ้มกันต่ำ ติดเชื้อง่ายโดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ ถ้าเจ็บป่วยหรือมีบาดแผลมักจะหายช้า
- มีอาการซีดของใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น ฝ่ามือ เล็บ
- สำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจอยู่อาจทำให้หัวใจขาดเลือดรุนแรงขึ้น เจ็บหน้าอกง่ายขึ้นและทำให้เกิดภาวะหัวใจวายได้

แพทย์แผน โบราณกล่าวว่า ภาวะโลหิตจางจัดอยู่ในกลุ่มโรคของเลือดพร่อง ซึ่งครอบคลุมถึงความผิดปกติทั้งปริมาณและคุณภาพของเซลล์เม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ เช่น ภาวะโลหิตจาง ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ ภาวะเกล็ดเลือดต่ำเป็นต้น ความผิดปกติของสารเคมีและสารอาหารในเลือดตลอดจนการไหลเวียนของเลือดที่ช้าลง อาการของเลือดพร่องจึงเกิดขึ้นได้กับทุก ๆ ระบบของร่างกาย เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามืด ตาลาย ใจสั่น นอนไม่หลับ ฝันบ่อย หน้าตาซีดเซียว ขี้หลงขี้ลืม ขาดสมาธิ เล็บเปราะ มือเท้าเหน็บชา เบื่ออาหาร ประจำเดือนน้อย มีบุตรยาก แท้งบุตร ภูมิคุ้มกันต่ำเป็นหวัดง่าย ติดเชื้อง่ายผิวหนังหยาบกร้าน เป็นต้น


ยาบำรุงร่างกายเบอร์ 2 ตราหมอเส็ง เป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพของหมอเส็งที่ช่วยปรับสมดุล และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย ช่วยทำให้หลอดเลือดแข็งแรง ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น ภูมิต้านทานโรคดีขึ้น คุณจึงรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ไม่อ่อนเพลียง่ายและทนต่อภาวะความเครียดได้ อาการนอนไม่หลับ ฝันบ่อย ใจสั่น เวียนศีรษะ หน้ามืด ตาลาย ขาดสมาธิ ขี้หลงขี้ลืม ภูมิคุ้มกันต่ำ เป็นหวัดบ่อย และอาการอื่น ๆ ของภาวะโลหิตจางจะค่อย ๆ ทุเลาและอาจหายไปในที่สุด

โรคร้ายเป็นได้อย่างไร


โรคหลอดเลือดสมอง


สมองเป็นศูนย์บัญชาการของร่างกาย ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อทุกประเภท ประสานการทำงานของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย รวมทั้งการทำงานในระดับสูงของระบบประสาท เช่น ความจำ ความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ การคำนวณ การเรียนรู้ ความคิดสร้างสรรค์ การใช้ภาษา เป็นต้น แม้ว่าสมองมีน้ำหนักเพียง 2-3% ของน้ำหนักตัวแต่กลับต้องการเลือดมากถึง 20% ของร่างกายมาหล่อเลี้ยง หากสมองขาดเลือดเพียง 5 นาทีสมองก็จะถูกทำลายอย่างถาวร และสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นเมื่อหลอดเลือดสมองเสื่อมลงจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น อายุที่เพิ่มขึ้น ไขมันในเลือดสูง เลือดมีความหนืดมากไป เบาหวานหรือความดันโลหิตสูง อาการเหล่านี้ก็จะทำให้หลอดเลือดสมองแข็งตัว ตีบ ตัน หรือแตก ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดอาการขี้หลงขี้ลืม ความจำเสื่อม จนถึงอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือเสียชีวิตฉับพลันได้

หลอดเลือดสมองตีบ
เมื่อ หลอดเลือดสมองแข็งตัวและตีบลงมากๆ หากมีลิ่มเลือดมาอุดตันหลอดเลือด จะทำให้สมองขาดเลือด หลอดเลือดสมองตีบพบมากในผู้สูงอายุ เนื่องจากคนกลุ่มนี้มักมีภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัวจากไขมันเกาะตามผนังหลอด เลือด อีกทั้งยังเป็นโรคแทรกซ้อนที่พบบ่อยในผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูง เบาหวานหรือไขมันในเลือดสูง สำหรับผู้ที่สูบบุหรี่ ดื่มเหล้าหรือน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานจะมีโอกาสเกิดภาวะนี้ได้ก่อนวัยอันควร กลุ่มคนเหล่านี้มักมีภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัวเร็วกว่าปกติ นอกจากนี้ผู้ที่มีญาติพี่น้องเป็นอัมพาตก็จะมีความเสี่ยงต่อโรคนี้มากขึ้น

หลอดเลือดสมองอุดตัน
ลิ่ม เลือดที่เกิดขึ้นในหลอดเลือดส่วนอื่นของร่างกาย ซึ่งมักจะมาจากลิ่มเลือดที่หัวใจหลุดลอยตามกระแสเลือดและมาอุดตันหลอดเลือด สมอง ทำให้เซลล์สมองตายเพราะขาดเลือด หลอดเลือดสมองอุดตันมักพบในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

หลอดเลือดสมองแตก
หลอด เลือดสมองที่เปราะบางแตกออก ทำให้เนื้อสมองโดยรอบตาย ซึ่งเป็นอันตรายที่ร้ายแรงอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ในเวลารวดเร็ว หลอดเลือดสมองแตกมักเกิดจากโรคความดันโลหิตสูง

7 สัญญาณเตือนภัยก่อนเป็นอัมพาต
อัมพฤกษ์ อัมพาตเป็นอาการที่พบบ่อยในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์เป็นเสมือนสัญญาณเตือนภัยก่อนเป็นอัมพาตภายใน 6-12 เดือน สัญญาณเตือนภัยมีดังนี้
- ไม่มีแรงหรือชาอย่าง เฉียบพลันที่ใบหน้า แขน หรือขาซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย มือหยิบของแล้วร่วงตก อาการมักเกิดขึ้นชั่วขณะและหายเองภายในเวลา 24 ชั่วโมง
- ตามัวหรือมองไม่เห็นอย่างเฉียบพลันโดยเฉพาะถ้าเป็นกับตาข้างเดียว
- ลิ้นแข็งหรือชา พูดไม่ชัดหรือพูดลำบากแต่รู้ตัวดีและสามารถกลับเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
- วิงเวียนศีรษะบ่อย เป็นลม แต่รู้สึกตัวรวดเร็ว
- ความจำเสื่อมลงอย่างเห็นได้ชัด
- นึกอะไรช้าลง สับสน ขาดสมาธิ สมรรถภาพการทำงานลดลงอย่างไร้เหตุผล
- ปวดศีรษะอย่างรุนแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ไม่ควรนิ่งนอนใจ


ยาบำรุงร่างกาย เบอร์ 2 ตราหมอเส็ง ช่วยปรับสมดุล และรักษาพลังงานภายในร่างกาย ให้เป็นปกติ กระตุ้นให้ร่างกายมีการบำบัด เยียวยา เสริมสร้างตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ

***หมาย เหตุ ผมเพิ่งได้รับ email ฉบับหนึ่งเกี่ยวกับเส้นเลือดสมองอุดตัน คือหากเจอใครก็ตามที่อยู่ๆก็วูบ ล้มลง สักพักก็ลุกขึ้นมาได้ ขอให้ทดสอบเขาดังนี้

1. S=Smile ให้เขาลองยิ้มดู

2. T=Talk ให้เขาพูด โดยพูดประโยคง่ายๆ เช่น"วันนี้อากาศดีนะ"

3. R=Raise ให้เขาลองยกมือทั้งสองข้างขึ้น

ถ้าเขามีอาการทำข้อใดข้อหนึ่งลำบาก ขอให้รีบส่งโรงพยาบาลด่วน!

เพราะในกรณีตัวอย่าง พอเขาลุกขึ้นมาได้ ต่างคนก็คิดว่าเขาไม่เป็นไร แต่พอกลับถึงบ้าน เขาก็เสียชีวิตทันที

เป็นข้อเตือนใจสำหรับคนที่เรารัก เรารู้จัก หรือใครก็ตามที่เราได้ไปพบเห็น คุณอาจช่วยชีวิตเขาได้ครับ

วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ເຄັດລັບສຸດຢອດໃນການສ້າງທຸລະກິດເຄື່ອຂ່າຍທີ່ເຈົ້າຄວນຮູ້


ເຄັດລັບສຸດຢອດໃນການສ້າງທຸລະກິດເຄື່ອຂ່າຍທີ່ເຈົ້າຄວນຮູ້

ຫົວໃຈສຳຄັນຄື ການສ້າງຄວາມສຳພັນ ລູກຄ້າຈະຊື້ຂອງ ຂອງເຈົ້າເຂົາຕ້ອງຮູ້ຈັກເຈົ້າ ໄວ້ໃຈເຈົ້າແລະຕ້ອງຮູ້ວ່າເຈົ້າຈະສາມາດ ໃຫ້ໃນສີ່ງທີ່ເຂົາຕ້ອງການຫລື ສີ່ງທີ່ເຂົາກຳລັງຊອກຫາຢູ່ໄດ້ ເພາະສະນັ້ນມັນກໍ່ຂື້ນຢູ່ກັບການສ້າງຄວາມສຳພັນຂອງເຈົ້າ ຜ່ານອີເມລ ໂທລະສັບ ຫລື ທາງໃດກໍ່ໄດ້ ແລ້ວແຕ່ທີ່ລູຸກຄ້າ ຫລືຜູ້ມຸ່ງຫວັງເຕັມໃຈໃຫ້ໄວ້ກັບເຈົ້າ
ແລະ ຫລັງຈາກນີ້ ຖ້າເຂົາຮູ້ວ່າເຈົ້າ ມີສີ່ງທີ່ເຂົາຕ້ອງການ ເຂົາຈະຕິດຕໍ່ຫາຊື້ສີນຄ້າຈາກເຈົ້າ ຂໍເປັນເພື່ອນຮັກກັບເຈົ້າ ຂໍທຳທຸລະກິດກັບເຈົ້າເອງ ແລະ ລາຍໄດ້ຊື່ສຽງ ຈະມາຫາເຈົ້າແບບບໍ່ທັນຕັ້ງຕົວເດີ
ຫົວໃຈສຳຄັນອີກປະການໜື່ງຄື ເຈົ້າຄືໃຜ?
ຊື່ງໜາຍເຖີງການມີຕົວຕົນ ຄວາມຈິງໃຈ ການເຮັດໃຫ້ຄົນຮູ້ຈັກເຈົ້າ ທີ່ຈະສ້າງຄວາມໜັ້ນໃຈ ໃຫ້ກັບລູກຄ້າຂອງເຈົ້າ ເພາະສະນັ້ນ ສີ່ງທີ່ຂ້ອຍຈະແນະນຳຄື ແທນທີ່ຈະບອກໃຜຕໍ່ໃຜ ວ່າສີນຄ້າຂອງເຈົ້າດີແນວໃດ ທຸລະກິດເຈົ້າສຸດຍອດຊຳ້ໃດ ເຈົ້າລອງບອກເຂົາແບບນີ້ວ່າ
‘’ ເຈົ້າເປັນໃຜ ແລະ ຈະຊ່ວຍເຫລືອເຂົາໃຫ້ປະສົບຄວາມສຳເລັດໄດ້ແນວໃດ? ‘’

ແລະ ນີ່ຄື 1 ໃນຫລັກ ການຕະຫລາດແບບດຶງດູດ ເດີ
ຂ້ອຍຄິດວ່າພໍຈະໄດ້ໄອເດຍ ໄປປັບໃຊ້ກັນ ແລະ ທີ່ສຳຄັນຄວນມີເວັບໄຊທີ່ເປັນຂອງເຈົ້າເພື່ອທີ່ໄວ້ເປັນທີ່ໆ ຈະອະທິບາຍ ວ່າເຈົ້າສາມາດຊ່ວຍເຂົາໄດ້ແນວໃດໃນ ທຸລະກິດ ເຄື່ອຄ່າຍ
ຢ່າເຊື່ອທຸກຢ່າງໃນສີ່ງທີ່ຂ້ອຍຂຽນ ແຕ່ຈົ່ງນຳໄປທົດລອງ ແລະ ລົງມືທຳ ດວ້ຍຕົວເຈົ້າເອງດຽວນີ້ ເພາະຄວາມສຳເລັດ ບໍ່ມີທີ່ຫ້ວາງໃຫ້ກັບຄົນທີ່ພັດມື້ພັດວັນ ສົນໃຈຮຽນເຄັດລັບທີ່ຂ້ອຍໄດ້ກ່າວຟຮີ ກະລຸນາ COMMENT ຂ້າງລຸ່ມເດີ ຍີນດີອ່ານຂໍ້ຄວາມຈາກທ່ານ.

ແດ່ຄວາມສຳເລັດຂອງເຈົ້າ
ທອງຈັນ ພົນທະຈັກ
ນັກທຸລະກິດເຄື່ອຂ່າຍ

วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การ Direct Talk การพูดคุยตรง





การ Direct Talk การพูดคุยตรง

การ Direct Talk หรือการพูดคุยตรงกับผู้มุ่งหวัง

สวัสดี ค่ะยามเที่ยงคืนอีก 2 นาทีจะตี 1 แล้วนะค่ะ เพื่อนๆคงหลับกันแล้วเพราะวันนี้ฝนตกอากาศเย็นสบาย แต่วันนี้อยากจะนำวิธีการนี้มาเล่าสุ่กันฟังเพราะว่าตัวดิฉันเองใช้วิธีนี้ แล้วได้ผลลัพธ์ที่ดีมากๆเลยค่ะแต่ต้องเตรียมตัวกันนิดหนึ่งคือ เตรียมใจค่ะ ทำไมละค่ะ เพราะว่าวิธีการDirect Talk หรือ คุยตรง เราต้องใช้ความกล้าในการทำงาน วิธีการ Direct Talk หรือคุยตรง แต่ละคนก็มีหลายวิธีการกันออกไปค่ะ เอาไปปรับและประยุกต์กับไลน์สไตล์การใช้ชีวิตของแต่ละคนเองนะค่ะ เพราะตรงนี้เป็นความรู้ที่สามารถ พัฒนาได้ วิธีการ
Direct Talk หรือคุยตรงมีดังนี้นะค่ะ

1.Direct Talk หรือคุยบอกผู้มุ่งหวังไปเลยว่าตัวเราเองเนี้ยเป็นคนทำ ธุรกิจ หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสินค้า
2.Direct Talk หรือคุยบอกกับผู้มุ่งหวังว่าเราเป็นเพียงคนมาทำแบบสำรวจ

ก่อนอื่นเรามาเตรียมความพร้อมกันก่อนนะค่ะ สิ่งที่เราต้องมีนะค่ะ

1.เรา ต้องแต่งตัวสุภาพ เรียบร้อย ผู้หญิงแนะนำนะค่ะ อย่าแต่งตัวโป๊ เพราะเรามาทำงานหรือทำธุรกิจของเรา เราต้องแต่งตัวดูดี เราไม่ใช่ดาวยั่วที่ต้องใช้การแต่งตัวมาล่อผู้ที่เป็นกลุ่มผู้มุ่งหวัง เราคือผู้เชี่ยวชาญค่ะ นึกไว้เสมอนะค่ะ เราคือเจ้าของธุรกิจ

2.นามบัตร มีชื่อเอบรืโทรพร้อมรายละเอียดคร่าวๆไว้ให้เค้าอ่าน ข้อมุลทั้งหมดขอเวลานิดนะค่ะ จะนำรูปตัวอย่างมาให้ดู

3.ใบปลิวที่เราจะใช้ สีหรือขาว-ดำ ก็ได้ค่ะ เทคนิคนะค่ะ ใบปลิวสีจะดึงดูดคนได้มากกว่า (คนชอบดูรูปมากกว่าการอ่าน)

4.สมุด ปากกา เผื่อไว้จด เพราะบางทีเราไปคุยปุ๊ม เราอาจจะเจอคนที่สนใจทันที บางคนเค้าสนใจมากนั่งคุยกับเราเป็น10ๆนาทีก็มีนะค่ะ

เมื่อ เราได้อาวุธกันแล้วเรามาเริ่มทำงานได้เลยนะค่ะ การทำงานก็มี 2 แบบคือ การหาลูกค้าและการหาเครือข่าย ขอพูดถึงเรื่องการหาลูกค้าก่อนนะค่ะ

วิธี ทำง่ายมากๆค่ะ ดิฉันจะมีใบปลิวสีติดตัวไว้ ในกระเป๋า สัก 10 ใบ พร้อมสมุดโน็ตเล่มเล็กๆที่พกพาได้สะดวก และปากกาค่ะ สมมุติวันนี้ไปเดินห้างไป Big C ละกันนะค่ะ ใกล้บ้านค่ะ เผอิญไปเจอน้องคนหนึ่งกำลังดูเครื่องสำอางลดริ้วรอยเดินเข้าไปหาน้องเค้าเลย นะค่ะ ไปแบบมั่นใจค่ะ สำคัญนะค่ะ อย่าลังเล กลัวๆกล้าๆเพราะคนทุกคนรุ้ค่ะว่าใครจะเดินมาหาเรา บางคนถ้าเค้าเห็นเรายึกยัก เค้าจะคิดว่าเรามาแบบไม่หวังดี เดินเข้าไปและพูดว่า
"ขอโทษนะค่ะ พอดีพีทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องสำอางที่ทำมาจากธรรมชาติ จากประเทศฝรั่งเศล สามารถช่วยลดริ้วรอย ทำให้หน้าขาวใส ปลอดภัย 100 % ไม่ทราบว่า น้องพอมีใคร สนใจ ที่อยากจะประเมินสุขภาพผิวหน้า ฟรีกับพี่ไหมค่ะ " ถ้าน้องเค้าลังเล บอกว่า " มีเพื่อนค่ะ " เราก็ตอบไปว่า " งั้นพี่ฝากให้เพื่อนนะค่ะ ถ้าเค้าเกิดสนใจให้รีบติดต่อพี่เพื่อรับโปรโมชั่นนะค่ะ ขอบคุณค่ะ " จบค่ะ อย่าไปพยายามคุยอะไรต่อมิอะไรต่อกับเค้านะค่ะ เค้ายังไม่พร้อมที่จะเปิดใจค่ะ หาคนต่อไปเลยค่ะ

ถ้าบางคนตัวเค้าเองสนใจและกำลังหาวิธี เค้าจะบอกเลยว่า " หนูเองค่ะพี่ หนูสนใจมาก" ดิฉันก็จะถามเค้ากลับไปเลยค่ะว่า " ไม่ทราบว่าคุณน้อง.... น้องอะไรเอ่ย" (ถามเพื่อรอให้เ้ค้าตอบชื่อเค้ามา)" มีปัญหาแบบไหนที่ต้องการดูแลละค่ะ " พอตอนที่เค้าตอบนะค่ะ ให้เรารีบจดรายละเอียดเค้า มีวิธีถามชื่อเค้าแบบง่ายๆนะค่ะ ถามเชิงให้เค้าตอบค่ะ แบบนี้ค่ะ " ไม่ทราบว่าคุณน้อง.... น้องอะไรเอ่ย เบอร์ศูนย์อะไรค่ะ มีปัญหาอะไรบ้างค่ะ " (แค่นี้เราก็ได้ชื่อกับเบอร์เค้ามาแล้วละค่ะ) สคริปเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆตามสินค้าที่เราต้องการทำการตลาดนะค่ะ เรื่องงานก็เหมือนกันแค่เปลียนจากสินค้ามาเป็นเรื่องงานเอาไว้พรุ่งนี้จะมา เล่าให้ฟังละกันนะค่ะ คุย Direct Talk /การพูดคุยตรง แบบนี้ไปเรื่อยๆจนครบ 10 คนต่อวัน ตามสถิติ คุณทำสะสมจนครบ 1 สัปดาห์ จะมีผู้ที่สนใจ และผู้ที่เป็นลุกค้าของคุณ ไม่ต่ำกว่า 5 คน ทำแค่วันละ 10 คนเองนะค่ะ ไม่ยากเลย แต่ที่ดิฉันทำ ดิฉัน คุยแล้วได้ชื่อ - เบอร์โทร วันละ 10 คน ค่ะ 1 ใน 10 คนนั้นจะมีคนเป็นลูกค้า 1-3 คน ยิ่งทำทุกวันและทำสะสม คุณจะมีลูกค้าเป็นทวีคุณ ทีนี้ใครจะมาบอกว่าไม่ชอบงานขาย ดิฉันก็ไม่เชื่อค่ะ มีรายได้จากการจำหน่ายปลีกทุกวันนะค่ะกำไรต่อวันก็หลายตังค์ใครไม่ชอบบ้า แล้วละค่ะ

For your Success..
Thongchanh Phonthachack
MLM leader
Khamla2000@hotmail.com
Tel: 856 020 55670662