ค้นหาบล็อกนี้

วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรหมอเส็ง


ยาบำรุงร่างกายเบอร์ 2 ตราหมอเส็ง
เป็นยาบำรุงร่ายกาย
ส่วนประกอบ: ในน้ำยา 1000 ซีซี เตรียมจากส่วนประกอบสำคัญ

โสมเกาหลี 90 กรัม

แปะฮะ 90 กรัม

กฤษณา 70 กรัม


และตัวยาอื่นๆ

วิธีรับประทาน
รับประทานครั้งละ 30 – 50 ซีซี วันละ 2 – 3 ครั้ง หลังอาหาร

เด็กอายุ 8 – 12 ขวบ รับประทานครั้งละ 15 – 25 ซีซี

ราคาขาย 2,500 บาท

ราคาสมาชิก 2,150 บาท


ยาสตรีหลังการคลอดบุตร
ใช้แทนการอยู่ไฟ มดลูกเข้าอู่
ป็นยาใช้สำหรับการอยู่ไฟ
ช่วยขับน้ำคาวปลา
ช่วยให้มดลูกเข้าอู่

ในน้ำยา 4,200 มล. เตรียมจากส่วนประกอบ
ว่านชักมดลูก 160 กรัม
ฝาง 160 กรัม
ตังกุย 160 กรัม
ดอกคำฝอย 160 กรัม
อบเชยเทศ 80 กรัม
และตัวยาอื่นๆ

วิธีรับประทาน
รับประทานครั้งละ 30 มล. วันละ 2 ครั้ง
ก่อนอาหารเช้า – เย็น

ราคาขาย 3,700 บาท

ราคาสมาชิก 3,200 บาท

ยาน้ำกระชายดำสูตร 2 ตราหมอเส็ง

เป็นยาบำรุงร่างกาย
ยาน้ำกระชายดำสูตร 2 ตราหมอเส็ง
เป็นยาบำรุงร่างกาย

ราคาสมาชิก 1,750 บาท
ราคาขาย 2,000 บาท



ยาน้ำว่านชักมดลูกสูตร 1 ตราหมอเส็ง

แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ
ส่วนประกอบ : ในน้ำยา 2,255 ซีซี เตรียมจากส่วนประกอบสำคัญ
ว่านชักมดลูก 100 กรัม
เล็กตี่อึ้ง 100 กรัม
ฝาง 100 กรัม
โกฐเชียง 100 กรัม
และตัวยาอื่นๆ

วิธีรับประทาน
รับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ หรือ 30 ซีซี
วันละ 2 ครั้ง (ก่อนอาหาร) เช้า – เย็น

ราคาขาย 3,200 บาท

ราคาสมาชิก 2,700 บาท


ยาบรรเทาริดสีดวงทวารหนัก (แคปซูล)ตราหมอเส็ง




ใช้บรรเทาอาการริดสีดวงทวารหนัก

มีส่วนประกอบสำคัญคือ โกฐกักกรา, เพชรสังฆาต, โกฐน้ำตาและตัวยาอื่นๆ
บรรเทาริดสีดวงทวารหนัก

ราคาขาย 1,200 บาท

ราคาสมาชิก 970 บาท

ขมิ้นชันตราหมอเส็ง



บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่นท้อง


ส่วนประกอบสำคัญ : ใน 1 แค็ปซูล

ผงขมิ้นชัน 30% (150 มิลลิกรัม)
ผงใบสะระแหน่ 10% (50 มิลลิกรัม)
ผงเมล็ดเก๋ากี้ 10% (50 มิลลิกรัม)
ผงดอกเก็กฮวย 10% (50 มิลลิกรัม)
ผงรากบัวหลวง 9% (45 มิลลิกรัม)
ผงใบพลูคาว 7% (35 มิลลิกรัม)
ผงรากตังกุย 4% (20 มิลลิกรัม)
และอื่นๆอีก

วิธีรับประทาน
รับประทานครั้งละ 2 – 4 แคปซูล
วันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น

ราคาขาย 2,000 บาท

ราคาสมาชิก 1,750 บาท

ยาบำรุงร่างกาย (แคปซูล) เผาผลาญไขมันตราหมอเส็ง


เป็นยาบำรุงร่างกาย
ป็นยาบำรุงร่างกาย ช่วยเผาผลาญไขมัน

ในยา 480 กรัมมีส่วนประกอบสำคัญคือ

โสมเกาหลี 90 กรัม

โกฐเชียง 90 กรัม

อึ้งคี้ 90 กรัม

และตัวยาอื่นๆ

ราคาขาย 2,200 บาท

ยาว่านชักมดลูกเบอร์ 2 (ชนิดแคปซูล) สมุนไพรหน้าขาวตราหมอเส็ง
แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ

เป็นยาแก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ ขับน้ำคาวปลา

ในยา 240 กรัมมีส่วนประกอบสำคัญคือ

ว่านชักมดลูก 70 กรัม

ฝาง 35 กรัม

โกฐเชียง 50 กรัม

เอี๊ยะบ่อเช่า 35 กรัม

และตัวยาอื่นๆ

รับประทานครั้งละ 2-3 แคปซูล

วันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น

หลังอาหาร

ราคาขาย 2,200 บาท

ราคาสมาชิก 1,950 บาท


ยาบำรุงร่างกาย234 ชนิดแคปซูล



เป็นยาบำรุงร่างกาย
สรรพคุณ : เป็นยาบำรุงร่างกาย
ส่วนประกอบ: ในยา 85 กรัม มีส่วนประกอบสำคัญ
โสมเกาหลี 16 กรัม
ตังกุย 12 กรัม
อังคี้ 17 กรัม
และตัวยาอื่นๆ

วิธีรับประทาน
รับประทานครั้งละ 2 – 4 แคปซูล วันละ 2 – 3 ครั้ง หลังอาหาร

ราคาขาย 2,600 บาท

ราคาสมาชิก 2,300 บาท

Call: 856 020 55670662

Mr Thongchanh Phonthachack

วิธีดื่มน้ำ จากคุณหมอ





ในพฤติกรรมที่ผมว่าคนไทยส่วนใหญ่ทำผิดมากที่สุดคือ เรื่องของการดื่มน้ำนี่แหละครับ
ลองทำแบบทดสอบกันสักนิดก่อนอ่านต่อดีไหมครับ

1. คุณมีความเชื่อที่ว่าน้ำยิ่งดื่มเยอะยิ่งดีหรือไม่
2. คุณดื่มน้ำวันละกี่แก้ว
3. น้ำที่ดื่มเป็นน้ำเย็น, น้ำธรรมดา หรือว่าน้ำอุ่น
4. ดื่มน้ำช่วงเวลาไหนเป็นพิเศษไหม เช่น ดื่มตอนเช้า ดื่มระหว่างทานข้าว ดื่มก่อนนอน เป็นต้น
5. ปกติดื่มอะไร เช่น น้ำเปล่า น้ำอัดลม ชา กาแฟ เป็นต้น

เราเฉลยกันไปทีละข้อๆพร้อมอธิบายละกันครับ พร้อมที่จะรู้ความผิดของตัวเองหรือยังครับ

ข้อหนึ่งนั้น เป็นความเชื่อที่ผิดครับ ทุกอย่างต่างมีทั้งคุณและโทษ ต้องหาจุดสมดุลของมันครับ น้ำดื่มมากเกินไปกลับไม่ดีเสียอีกครับ เดี๋ยวผมจะมีสูตรให้คำนวณว่าวันหนึ่งเพื่อนๆควรดื่มน้ำแค่ไหน

ข้อสอง คิดว่าทุกคนคงเคยเรียนกันมาอยู่แล้วว่าคนเราวันหนึ่งควรทานน้ำวันละ 8-10 แก้ว ว่าแต่ทำได้อย่างที่เรียนมาหรือเปล่าครับ ผมจะอธิบายให้ฟังว่า น้ำในร่างกายของเรามีที่มาที่ไปอย่างไรก่อน น้ำที่เข้าสู่ร่างกายเรามาจากน้ำและอาหารที่ทานเข้าไปเป็นหลัก ส่วนน้ำจะออกจากร่างกายทางปัสสาวะ อุจจาระ เหงื่อ และทางลมหายใจ แต่ปัสสาวะเป็นเส้นทางหลักครับ คนเราจำเป็นต้องปัสสาวะออกจากร่างกายอย่างน้อย 500 มิลลิลิตรต่อวัน ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถขับของเสียออกจากร่างกายได้หมด
นอก จากนี้อีกสามทางที่เหลือโดยเฉลี่ยก็จำเป็นต้องใช้น้ำอีกราว 1000 มิลลิลิตร หรือ 1 ลิตร ต่อวัน เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว คนเราจึงต้องดื่มน้ำเพื่อชดเชยส่วนที่ออกจากร่างกายทุกวันราว 1500 มล. หรือ 7-8 แก้ว (แก้วละ 200 มล.) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวเลขนี้ก็ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคนครับ
ผมเลยมีสูตรมาให้คิดกันคร่าวๆว่าวันหนึ่งเราต้องทานน้ำปริมาณเท่าไรจึงจะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

สูตรคือ
(น้ำหนักตัว(กก.) x 2.2 x 30) / 2 หน่วยที่ได้ออกมาเป็นมิลลิลิตรครับ

เช่น หนัก 60 กก. เอาเข้าแทนค่าก็จะได้ ควรดื่มน้ำ (60 x 2.2 x 30) / 2 = 1980 มล. หรือประมาณ 10 แก้วต่อวันครับ

ถ้าเรา ดื่มน้ำน้อยกว่านี้ เลือดซึ่ง 90% ทำมาจากน้ำก็จะไหลเวียนไม่สะดวก ร่างกายก็จะขับของเสียได้ยาก ขณะเดียวกันสารอาหารในเลือดก็ส่งไปถึงร่างกายช้า ทางแพทย์จีนถ้าเกิดเลือดลมเดินไม่สะดวกนี่เป็นบ่อเกิดสารพัดโรคเลย บางคนบอกว่าประจำเดือนมาน้อยหรือไม่มา มาเป็นลิ่มเลือด สีเข้ม หนืด ปวดประจำเดือนก็แหงละครับ น้ำไม่กินจะเอาที่ไหนไปสร้างเลือดละครับ แต่ถ้าทานน้ำมากกว่านี้ก็เป็นผลเสียต่อร่างกายอีกเหมือนกัน ทำอะไรก็ต้องพอดีๆครับ

ข้อสาม อย่างที่เคยบอกไปตั้งแต่อาการขี้หนาวนะครับว่าน้ำเย็นเป็นของต้องห้ามสำหรับ ร่างกาย กระเพาะเมื่อเจอของเย็นเข้าไปการทำงานจะด้อยลงทันที เกิดเป็นอาหารไม่ย่อย อาหารบูดเน่า หมักหมมอยู่ในกระเพาะและลำไส้ ลำไส้ก็ดูดซึมของเสียจากกากอาหารพวกนี้กลับเข้าสู่เส้นเลือดต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถ่ายอุจจาระออกจากร่างกายของเรา เพราะฉะนั้นเราไม่ควรจะทานของเย็นๆครับ ทานน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่นก็ได้ แต่ก่อนผมไม่รู้จุดนี้ก็ทานกันไป โดยเฉพาะไทยเป็นเมืองร้อน ทุกที่ต้องเสริฟน้ำเย็น เสริฟน้ำแข็งกันเป็นกระติกๆ กินกันจนเป็นเรื่องธรรมชาติ ก่อนหน้านี้ไม่รู้ก็เฉยๆ แต่พอตอนนี้ เห็นแล้วกลัวไปเลยครับ บ้านผมตอนนี้ไม่ทานน้ำแข็งกันแล้ว

ข้อสี่ ดื่มน้ำช่วงเวลาไหนกัน ที่บอกให้ดื่มวันละ 8-10 แก้วเนี่ยจะแบ่งกินช่วงไหนระหว่างวันบ้างละ ใครที่ชอบทานข้าวไปจิบน้ำไป ประมาณว่ากินข้าวเสร็จหมดน้ำไปสองแก้ว ข้อนี้ผมจัดเป็นหายนะอย่างใหญ่หลวงที่สุดเลยครับ เป็นการกินน้ำที่ผิดที่สุดครับ คนเรามักทำอะไรเพลินเสียจนลืมทานน้ำ พอถึงเวลาว่างซึ่งมักจะเป็นเวลาทานข้าว เขาบอกว่าให้ทานน้ำเยอะก็ทานรวดเดียวไปเลย ผิด ผิด ผิด ผิดแบบไม่น่าให้อภัยเลยครับ เพราะช่วงเวลาที่ทานข้าวนั้น ร่างกายจำเป็นต้องอาศัยน้ำย่อยในการย่อยอาหาร เมื่อคุณกินน้ำเข้าไปเยอะๆแล้ว น้ำย่อยก็จะเจือจาง ก็เข้าสู่ระบบเดียวกับการกินของเย็นคืออาหารไม่ย่อย หมักหมม พิษถูกดูดเข้าเส้นเลือด เพราะฉะนั้นที่คุณควรทำคือ ตอนเช้าตื่นมาดื่มน้ำก่อนเลยครับ 2-5 แก้ว เพื่อขับพิษออกจากร่างกายทางอุจจาระ ปัสสาวะ ที่ให้ดื่มทันทีเพื่อให้มีระยะเวลาห่างจากอาหารเช้าพอสมควร ก่อนอาหาร 15 นาที ระหว่างทานอาหาร และหลังอาหาร 40 นาที ทานน้ำได้ไม่เกินครึ่งแก้วครับ ในที่นี้หมายรวมถึงซุป น้ำแกง และของเหลวทุกประเภทนะครับ และอย่าดื่มน้ำครั้งละมากๆ ให้จิบครั้งละ 2-3 อึก แต่จิบถี่ๆ หาขวดน้ำแก้วน้ำมาวางไว้ข้างตัว จิบไปทั้งวันครับ ถ้ากินน้ำครั้งละมากๆผลก็คือ ร่างกายยังไม่ทันได้ดูดซึมก็ไหลรวดเดียวปัสสาวะออกไปหมดแล้ว
อย่างนี้ ดื่มน้ำมากแค่ไหนก็ยังหิวน้ำครับ เหมือนน้ำป่ามาครั้งเดียว ทะลักล้นเขื่อนออกไปหมด แล้วจะเอาอะไรกักเก็บไว้ในเขื่อนละครับ เหมือนทำยาก แต่จริงๆแล้วพอเริ่มทำมันก็ไม่ยากอะไรครับ ผมแต่ก่อนทานน้ำ 2-3 แก้วพร้อมทานข้าว ด้วยเหตุผลสารพัดที่เข้าใจผิด เช่น ควรกินข้าวพออิ่มและทานน้ำเพื่อให้อิ่มจริง หรือกินล้างปากสักหน่อย (กินกันเป็นแก้วล้างปากเนี่ยนะ) หรือต้องสั่งชอคโกแลตปั่นใส่วิปครีมมากิน กินแล้วหวานมันเย็นอร่อยแต่ส่งผลเสียต่อกระเพาะโดยไม่รู้ตัว เบียร์ก็อีกตัวครับ สังสรรค์กันทีกินเข้าไปสิกี่ขวดว่ากันไป ทุกวันนี้เลิกครับ ได้ข้อดีอีกอย่างคือไม่รู้จะเอาเวลาที่ไหนไปดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะมันควรกินแกล้มอาหาร เลยได้เลิกเหล้าเลิกเบียร์กันไป แต่ก่อนหลังทานข้าวเสร็จผมจะเรอตลอด ท้องอืดมาก ก็งง หรือว่าเรากินเยอะไป แต่บางทีกินไม่เยอะก็เรอตลอด เสียบุคลิกมาก พอมารู้ตรงนี้ถึงได้ถึงบางอ้อ กินน้ำเยอะอย่างนี้แล้วอาหารจะย่อยยังไงมันก็เลยเกิดลมเกิดแก๊สซิ พอเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มน้ำใหม่ อาการเหล่านี้ก็ดีขึ้นเรื่อยๆครับ นอก จากนี้หลังอาหารยังไม่ควรทานผลไม้ล้างปากทันทีอีกด้วยครับ โดยเฉพาะผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็นทั้งหลาย เช่น ส้ม แก้วมังกร สาลี่ แตงโม เป็นต้น มีสองเหตุผลครับ
หนึ่ง เพราะว่าผลไม้จะย่อยเร็วกว่าอาหาร อาหารยังย่อยไม่เสร็จ ผลไม้ก็ค้างเติ่งอยู่ในกระเพาะ ร่างกายก็ดูดซึมสารอาหารจากผลไม้เหล่านี้ไม่ได้ พอไปถึงลำไส้ถึงคิวที่มันจะได้ดูดซึมมันก็เน่าเสียไปหมดแล้วครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะทานผลไม้ควรทานก่อนหรือหลังอาหารสัก 1-2 ชม. ขณะท้องว่างเพื่อให้ร่างกายได้ดูดซึมวิตามิน สารอาหารและไม่รบกวนระบบการย่อยอาหารด้วย
เหตุผลที่สอง คือ น้ำย่อยในกระเพาะถือว่าเป็นธาตุไฟครับ ถ้าทานผลไม้ฤทธิ์เย็นเข้าไปก็จะส่งผลให้อาหารย่อยไม่ดี เกิดวงจรอุบาทว์ดังเช่นข้างบนอีกเหมือนกัน

มาถึงข้อสุดท้ายแล้ว เป็นไงบ้างครับ คอตกรับผิดกันเป็นแถวเชียว ยังครับมารับรู้ความผิดของตัวเองกันในข้อนี้ต่อ ทานน้ำอะไรกันครับ บางคนชอบทานน้ำอัดลมมาก ดื่มทุกวัน ไตก็ต้องทำงานกรองน้ำให้สะอาดหนักกว่าเดิม เครื่องกรองน้ำยี่ห้อแอมเวย์สามารถกรองโค้กให้กลายเป็นน้ำเปล่าได้ อายุการใช้งานไม่ถึงปีก็ต้องเปลี่ยนหัวกรอง ทว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนไตได้ครับ ถ้ายังอยากให้ไตอยู่คู่กับเรานานๆแล้ว คุณคงรู้ว่าต้องทำอย่างไร อีกอย่างน้ำอัดลมเป็นน้ำที่ผ่านกรรมวิธีทางเคมี ใส่น้ำตาลจำนวนมาก กินเข้าไปมีแต่ผลเสียครับ ยิ่งอัดแก๊สอีก กินเข้าไปท้องก็อืด การย่อยอาหารก็ไม่ดี เสียเงินไปทำร้ายร่างกายตัวเองเปล่าๆ พวกชาพร้อมดื่มบรรจุขวดก็เหมือนกันไม่มีอะไรนอกจากน้ำตาลและคาเฟอีนปริมาณ มากผสมน้ำนำมาขาย แต่ถ้าเป็นชาจีนร้อนๆชงจากกาก็ควรจะเว้นระยะหลังอาหารสักครึ่ง ชม.ครับ เพราะชามีฤทธิ์เย็น ทำให้อาหารไม่ย่อย รวมทั้งยังส่งผลต่อร่างกายในการดูดซึมธาตุเหล็กและโปรตีนอีกด้วย กาแฟก็ไม่ควรทานอย่างที่เคยพูดไว้ บางคนเถียงข้างๆคูๆ "กาแฟหอมนะหมอ" หอมครับผมไม่เถียง แต่มันไม่ดีครับ เดี๋ยวไอเดียบรรเจิดไม่เป็นหมอแล้ว ผลิตยาดมรสกาแฟดีกว่า ท่าจะรุ่ง อีกอย่างขอแถมนิดนึง คนไทยชอบกินก๋วยเตี๋ยวเติมเครื่องเยอะๆ อร่อยลิ้นแต่ไตทำงานหนักนะครับ

ครบห้า ข้อแล้ว โอย เหนื่อย เอนทรี่นี้ยาวเป็นบ้า แต่ก็จำเป็นต้องเขียน เพื่อประโยชน์สุขของมวลชน555 ว่าไปนั่น ที่เขียนมาให้อ่านนี้เพราะหวังดีจริงๆครับ อยากให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างถูกต้องเพื่อจะได้ห่างจากโรคภัยไข้เจ็บอย่างที่ บอกครับ หมอไม่อยากรักษาคนไข้หรอกครับ และหมอที่ดีที่สุดคือตัวคนไข้เอง เพราะพวกผมไม่มีทางอยู่กับคุณได้ตลอด ความสำเร็จไม่ใช่ได้มาเพียงชั่วข้ามคืน แต่ต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างยาวนาน สุขภาพที่ดีไม่ใช่ว่าป่วยแล้วไปหาหมอ ได้ยามาทานแล้วหาย แต่เป็นหน้าที่ของตัวคุณเองที่ต้องดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง ขอให้พวกเราชนะโดยไม่จำเป็นต้องออกกระบวนท่าครับ

ปล. If you trust me ก็นำไปปฏิบัติตามนะครับ อีกอย่างความรู้ควรแบ่งปันครับ คนไม่รู้เรื่องนี้ยังมีอีกมาก

ชาเขียว Green tea


ชาเขียว Green tea

เรื่องของชาเขียว
ชา มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน ซึ่งใบชาแต่ละพันธุ์จะนำมาผลิตเป็นชาต่างๆ เช่น ชาเขียว ชาดำ ชาอูหลง โดยขึ้นอยู่กับกรรมวิธีการผลิต หลังจากการเก็บเกี่ยวจะนำใบชาไปตากแดด จึงเกิดกระบวนการหมักตัวขึ้น ทำให้ใบชามีสีน้ำตาล เมื่อชงน้ำจะมีรสเข้มข้นและมีกลิ่นหอมฉุน โดยชาดำนั้นจะใช้เวลาในการหมักนานกว่าการหมักชาอูหลง


ส่วน ชาเขียวที่เรานิยมกันมากนั้น เมื่อเก็บเกี่ยวใบชาเสร็จก็จะนำยอดใบชาไปอบไอน้ำทันที โดยใช้อุณหภูมิสูงในการอบและจะใช้เวลาในการอบไม่นาน เพื่อทำให้ใบชาแห้ง มีสีเขียวและมีคุณภาพเทียบเท่ากับใบชาสด ทำให้ไม่สูญเสียสารที่เป็นองค์ประกอบสำคัญไปมากนัก


ในชา ทั้งหลายล้วนมีฤทธิ์ต้านมะเร็งได้ เพราะในชามีสารที่มีคุณสมบัติในการต้านสารอนุมูลอิสระมากกว่าวิตามินอี 20 เท่า ในชาเขียวยังมีสารที่สำคัญคือสารโพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ


คน จีนใช้ชาเขียวเป็นยารักษาโรคมาไม่น้อยกว่า 4,000 ปีแล้ว เพราะมันมีคุณสมบัติช่วยชะลอภาวะแก่ก่อนวัย สามารถรักษาระดับความดันโลหิตให้เป็นปกติ อีกทั้งยังสกัดกั้นการทำงานของเอ็นไซม์ที่เปลี่ยนแปลงความเครียดในหลอดเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดหลอดเลือดตีบ ลดปัจจัยเสี่ยงของการป่วยเป็นโรคหัวใจ ช่วยลดระดับไขมันอิ่มตัว ซึ่งจะยับยั้งไม่ให้เกิดลิ่มเลือดไปอุดตันที่เส้นเลือด รวมทั้งป้องกันไม่ให้เกิดการก่อตัวของตะกอนไขมันที่ผนังเลือด


นอก จากคุณสมบัติที่ได้กล่าวไปข้างต้น ชาเขียวยังมีประโยชน์ในการล้างพิษออกจากร่างกาย อย่างไรก็ตาม การดื่มชาก็มีโทษเช่นกันเพราะในใบชามีกรดแทนนิก (Tannic Acid) ประกอบอยู่ ซึ่งจะพบในชาแดงมากกว่าชาเขียว ดังนั้น ควรเลือกรับประทานใบชาที่มีคุณภาพดีจะให้ประโยชน์กับร่างกายได้ดีกว่า เพราะยิ่งใบชาเกรดต่ำก็จะยิ่งมีกรดแทนนิกสูง ซึ่งจะไม่ดีต่อระบบทางเดินอาหาร และเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการรับประทานชาเขียว ควรเลือกดื่มชาเขียวที่เพิ่งชงเสร็จใหม่ๆ และควรเลือกดื่มชาเขียวแบบร้อนแทนชาเขียวแบบแช่เย็นหรือใส่น้ำแข็ง และไม่ควรเติมนมและน้ำตาลลงในชาเขียวเพราะนอกจากจะลดคุณประโยชน์ของชาเขียว แล้ว ยังเพิ่มปริมาณไขมันและน้ำตาลที่ไม่จำเป็นต่อร่างกายด้วย

ยิ่งอด ยิ่งอ้วน ยิ่งกิน ยิ่งซ่อนอันตราย




ยิ่งอด ยิ่งอ้วน ยิ่งกิน ยิ่งซ่อนอันตราย

ปัจจุบันอาหารธรรมชาติกำลังอินเทรนส์สุดๆ แต่วัยรุ่นไทยยังหลงกับกระแสอาหารแฟชั่น จำพวกฟาสต์ฟู้ด ขนมอบราคาแพง เค้ก น้ำอัดลมและเครื่องดื่มน้ำตาลสูง เมื่อวัยรุ่นน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นจากการกินอาหารตามกระแส มักนิยมลดน้ำหนักด้วยวิธีผิดๆ เช่น การอดอาหาร กินยาลดน้ำหนัก ยาระบาย เป็นต้น

4 เหตุผล เกี่ยวกับประโยชน์ของการบริโภคอาหารธรรมชาติ

1 อาหารธรรมชาติ คือ อาหารที่ได้รับการปลูก การดูแล และเติบโตตามธรรมชาติไม่ผ่านกระบวนการ หรือผ่านกระบวนการน้อย ซึ่งตามหลักโภชนาการเป็นอาหารหลัก 5 หมู่ ได้แก่ ข้าว/ข้าวกล้อง แป้งที่ผ่านการขัดสีน้อย ธัญญาหาร เนื้อสัตว์ ผักผลไม้สด และไขมัน สามารถนำมาประกอบอาหารให้สุก สะอาด และสงวนคุณค่าทางโภชนาการได้ด้วยวิธีง่ายๆ ทั้ง ผัด นึ่ง ย่าง และต้ม กรณีวัยรุ่นซึ่งมีไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบจึงแนะนำเป็นอาหารที่ได้จากวัตถุดิบจากธรรมชาติทดแทน เช่น ขนมปังโฮลวีต เครื่องดื่มธัญญาหารที่มี 5 ชนิด น้ำเต้าหู้จากถั่วเหลือง อาหารหลักให้เน้น เช่น ข้าวกล้อง ผัก เนื้อไม่ติดมันและปลา แทนอาหารฟาสต์ฟู้ด

2 มีวิตามินและแร่ธาตุสูง อาหารธรรมชาติโดยเฉพาะธัญญาหาร เป็นแหล่งรวมวิตามินและแร่ธาตุนานาชนิด ทั้งวิตามินเอ บี1 บี2 และซี แคลเซียม เหล็ก โฟเลท ไอโอดีน โปรตีน และแคลเซียมมีประโยชน์ต่อการเผาผลาญพลังงาน มีอยู่ในถั่วเหลือง งาดำ มอลต์ ลูกเดือย จมูกข้าวสาลี ข้าวกล้อง ฯลฯ หากเร่งรีบอาจเลือกเครื่องดื่มผสมมอลต์ที่ได้จากข้าวบาร์เลย์ที่ไม่ผ่านการขัดสี

3 มีไฟเบอร์สูง คือ สารอาหารประเภทแป้ง ให้ประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอล ช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดและช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี ใยอาหารมี 2 ประเภท คือ

- ไฟเบอร์ที่ละลายในน้ำ พบได้ในผักและผลไม้ทุกชนิด ข้าวบาร์เล่ย์หรือมอลต์ เมล็ดถั่วต่างๆ
- ไฟเบอร์ที่ไม่ละลายในน้ำ จะมีมากในเปลือกนอกของผัก ลดความเสี่ยงของการเกิดโรค ต่างๆ เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็งลำไส้ และระบบทางเดินอาหารผิดปกติ จึงต้องเลือกกินอาหารที่มีไฟเบอร์สูง

4 อาหารธรรมชาติเป็นแฟชั่นอินเทรนด์ อาทิ คุณประโยชน์วัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น คุกกี้ผสมมอลต์ เครื่องดื่มธัญญาหารรวม 5 ชนิด น้ำเต้าหู้จากถั่วเหลือง 100% ธัญญาหารอัดแท่ง เป็นต้น ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าจะหันมานิยมบริโภคอาหารธรรมชาติ


ด้วยเหตุผลดีๆ เหล่านี้ วัยรุ่นไทยน่าจะหันมาสนใจอาหารธรรมชาติมากขึ้น จนกลายเป็นอาหารแฟชั่นแนวใหม่ที่ดีต่อสุขภาพ หากใครกลัวตกเทรนด์ในอนาคตก็เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกิน หันมากินอาหารธรรมชาติประเภทเครื่องดื่มธัญญาหารและออกกำลังกายกันเถอะ.......

ศิลปะการอาบน้ำ




ศิลปะของการอาบน้ำ...ร้อนหรือเย็นแบบไหนดีกว่ากัน
สำหรับ อากาศร้อนๆ อย่างบ้านเรา การอาบน้ำถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่เพิ่มความสะอาดสดชื่นและความมั่นใจว่าไร้ กลิ่นเหม็นเหงื่อ และเพื่อให้ถูกสุขอนามัยที่ดี เราควรอาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง นอกจากวัตถุประสงค์ของการอาบน้ำเพื่อชำระล้างคราบไคลจากร่างกายแล้ว ปัจจุบันคนนิยมอาบน้ำเพื่อเป็นการผ่อนคลายและบำบัดความเครียด ช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า และคลายความร้อน ความเหนื่อยล้า สำหรับการอาบน้ำนั้นจะใช้ฝักบัวหรือแช่อ่างอาบน้ำก็ไม่ต่างกัน แต่อยู่ที่อุณหภูมิของน้ำที่อาบซึ่งล้วนมีผลต่อร่างกาย


สำหรับการอาบน้ำโดยใช้น้ำร้อน อุณหภูมิจะอยู่ที่ 37 องศาเซลเซียสขึ้นไป อุณหภูมิระดับนี้จะทำให้เลือดไหลเวียนได้ดียิ่งขึ้น การอาบน้ำร้อนแบบนี้จึงเหมาะสำหรับการใช้กระตุ้นอาการขี้เกียจ แต่ไม่ควรอาบน้ำที่อุณหภูมินี้นานจนเกินไป เพราะหลอดเลือดขยายตัวจะทำให้ผิวแห้ง มีผื่นขึ้น ทำให้ผิวมีรอยเหี่ยวย่น ยิ่งไปกว่านั้น อาจทำให้เลือดคั่ง ระบบประสาทอ่อนล้า รู้สึกกระวนกระวาย ง่วงเหงา ซึมเซา ดังนั้นการอาบน้ำร้อนที่อุณหภูมินี้ไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุ รวมทั้งผู้ที่มีระดับความดันผิดปกติ


สำหรับการอาบน้ำอุ่น อุณหภูมิจะอยู่ที่ 27-37 องศาเซลเซียส ณอุณหภูมิ ระดับนี้จะช่วยกระตุ้นประสาทอัตโนมัติ ทำให้ทั้งร่างกายและจิตใจรู้สึกผ่อนคลาย รู้สึกสบาย คลายความตึงเครียดและสามารถลดไข้ได้


สำหรับการอาบน้ำเย็น อุณหภูมิจะต่ำกว่า 27 องศาเซลเซียส โดย ความเย็นของน้ำที่ใช้อาบจะช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อ ช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ผิวเต่งตึง นอกจากนี้ น้ำเย็นยังช่วยกระชับรูขุมขน และระหว่างการอาบน้ำ หากใช้มือตบเบาๆ ไปทั่วร่างกาย จะช่วยกระตุ้นผิวและเพิ่มความผ่อนคลายให้แก่กล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี


เทคนิค การอาบน้ำนั้น ให้เริ่มไล่จากปลายเท้าไปถึงกลางลำตัว เพื่อเป็นการปรับอุณหภูมิให้แก่ร่างกาย แล้วจึงเริ่มอาบน้ำ หากอาบน้ำโดยใช้ฝักบัว ควรเปิดน้ำแรงๆ แล้วฉีดไปทั่วตัวเพื่อช่วยในการผ่อนคลาย ส่วนการอาบน้ำโดยการแช่ตัวในอ่างอาบน้ำ ควรแช่น้ำประมาณ 10 นาที แล้วจึงค่อยลุกขึ้นมาขัดตัว อาบน้ำ สระผม แปรงฟัน จากนั้นค่อยลงไปแช่ในน้ำใหม่อีกครั้ง จะช่วยในการยืดเส้นยืดสายในร่างกาย ทำให้ผ่อนคลายสบายตัว และช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สามารถลดอาการมือเย็นเท้าเย็น ลดอาการบวมจากเส้นเลือดขอด สามารถช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด สามารถลดไขมันได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำที่ร้อนเกินไป และไม่ควรแช่น้ำนานจนเกินไป เพราะอาจทำให้ผิวเปื่อยลอกได้


โดย ปกติทั่วไป เราจะอาบน้ำ 2 ครั้งต่อวัน นั่นก็คือตอนเช้าและเย็นเพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกของร่างกาย แต่ในบางกรณีสำหรับผู้ที่ออกกำลังกาย หรือผู้ที่เสียเหงื่อมากจากการทำงาน อาจต้องการอาบน้ำมากกว่า 2 ครั้งต่อวันเพื่อเพิ่มความสะอาดและสดชื่นให้แก่ร่างกาย อย่างไรก็ตาม หากออกกำลังกายหรือทำงานที่ต้องออกแรง ควรอาบน้ำหลังจากออกกำลังกายไปแล้วไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง และไม่ควรอาบน้ำหลังจากรับประทานอาหารเสร็จทันที เพราะอาจทำให้อาหารไม่ย่อยได้ วิธีการที่เหมาะสมคือควรอาบน้ำก่อน หรือหลังอาหารไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง เพื่อผลดีต่อสุขภาพร่างกายและสร้างความสุขสดชื่นกับการอาบน้ำมากยิ่งขึ้น

เป็นสิวบอกอะไรได้มากกว่าที่คิด





สิวผุด ขึ้นมาแต่ละเม็ด แต่ละเม็ด ก็ทำให้หนุ่มสาวหน้าใสที่ห่วงสวยห่วงหล่อแทบคลั่ง วิ่งหาวิธี delete สิวออกไปจากใบหน้ากันให้วุ่นวาย แต่จะมีซักกี่คนที่จะรู้ว่าเป็นสิวไม่ใช่แค่บอกว่าสุขภาพผิวหน้าเราไม่ดี แต่ยังบอกถึงสุขภาพทั่วๆ ไปอีกด้วย เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบัน Leonard Drake ได้คิดค้นวิธีการวิเคราะห์ผิวลึกลงไปอีก ด้วยการผสานความรู้ในการดูแลผิวหน้าแบบตะวันตกให้เข้ากับศาสตร์การอ่านใบ หน้าแบบจีน ซึ่งสามารถบอกได้ว่าสิวที่ขึ้นตามตำแหน่งต่างๆ ของใบหน้าหรือร่างกาย บอกความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับอวัยวะส่วนไหนบ้าง ว่าแล้วก็ไปหยิบกระจกมาส่องหน้าดูซิว่า อวัยวะส่วนใดผิดปกติกันบ้าง


โซนที่ 1
ตำแหน่งของสิว :หน้าผากด้านซ้าย
อวัยวะที่เกี่ยวข้อง :การย่อยอาหาร กระเพาะปัสสาวะ ต่อมหมวกไต
สาเหตุของอาการที่ผิดปกติ :มีความเครียดสูง ล้างหน้าไม่สะอาด เพราะทารองพื้นหรือแต่งคิ้วมากไป

โซนที่ 2
ตำแหน่งของสิว : หว่างคิ้ว
อวัยวะที่เกี่ยวข้อง : ตับ
สาเหตุของอาการที่ผิดปกติ :อาจมีปัญหาในการย่อยแลคโทส (ดื่มนมไม่ได้)กินอาหารรสจัดหรือกินอาหารดึกเกินไป

โซนที่ 3
ตำแหน่งของสิว : หน้าผากด้านขวา
อวัยวะที่เกี่ยวข้อง :การย่อยอาหาร กระเพาะปัสสาวะ ต่อมหมวกไต
สาเหตุของอาการที่ผิดปกติ :มีความเครียดสูง ล้างหน้าไม่สะอาด เพราะทารองพื้นหรือแต่งคิ้วมากไป

โซนที่ 4,10
ตำแหน่งของสิว : ใบหูทั้ง 2 ข้าง
อวัยวะที่เกี่ยวข้อง :ไต
สาเหตุของอาการที่ผิดปกติ :ล้างแชมพูหรือสบู่ออกไม่หมด ใช้โทรศัพท์มือถือมากเกินไป ดื่มกาแฟ แอลกอฮอล์หรือกินเนื้อสัตว์มากเกินไป

โซนที่ 5,9
ตำแหน่งของสิว: แก้มทั้ง 2 ด้าน
อวัยวะที่เกี่ยวข้อง :
- แก้มส่วนบน ไซนัสและปอด
- แก้มส่วนล่าง เหงือก และฟัน
สาเหตุ ของอาการที่ผิดปกติ :สูบบุหรี่จัด หรือแพ้ควันบุหรี่ ภูมิแพ้ เป็นหวัดเรื้อรัง หรืออาจใช้บลัชออนและรองพื้นไม่เหมาะสม ถ้าเป็นริ้วรอยลึกบริเวณโหนกแก้มอาจบ่งบอกถึงปัญหาเรื่องปอดหรือการหายใจ ถ้ามีสิวแบบเป็น ๆ หายๆ ที่แก้มด้านล่างอาจมีปัญหาเรื่องเหงือกและฟัน หรือโทรศัพท์มือถือไม่สะอาด

โซนที่ 6, 8
ตำแหน่งของสิว :รอบดวงตาทั้ง 2 ข้าง
อวัยวะที่เกี่ยวข้อง :ไต และปัญหาภูมิแพ้
สาเหตุ ของอาการที่ผิดปกติ : เครื่องสำอางที่ใช้อาจไม่เหมาะ หรือใส่แว่นตาที่เสียดสีมาก รอยคล้ำอาจเกิดจากการมีสารพิษตกค้างในร่างกายมาก หรือผักผ่อนน้อย เปลือกตาหากมีความระคายเคืองอาจมาจากการเป็นภูมิแพ้ หรือขาดสารอาหาร

โซนที่ 7
ตำแหน่งของสิว: จมูก และเหนือริมฝีปาก
อวัยวะที่เกี่ยวข้อง :หัวใจ และระบบสืบพันธุ์
สาเหตุ ของอาการที่ผิดปกติ :หาก มีผิวสีแดงเข้มที่จมูก อาจบ่งบอกถึงโรคความดันโลหิตสูง การอุดตันหรือสีผิวไม่สม่ำเสมอ บอกถึงผลกระทบจากฮอร์โมน เช่นกำลังมีประจำเดือน วัยทอง การใช้ยาคุมกำเนิด

โซนที่ 11,13
ตำแหน่งของสิว :ใต้ริมฝีปากด้านซ้าย และขวา
อวัยวะที่เกี่ยวข้อง :รังไข่
สาเหตุ ของอาการที่ผิดปกติ: อาจทำความสะอาดได้ไม่พอ หรือมาจากความสมดุลทางฮอร์โมน หากมีปัญหาการอุดตันช่วงใบหู อาจแสดงว่าฟันกรามมีปัญหา หรือว่าเพิ่งผ่าตัดฟันมา หรืออาจเกิดจากการมีรอบเดือน

โซนที่ 12
ตำแหน่งของสิว :ปลายคาง
อวัยวะที่เกี่ยวข้อง :กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก
สาเหตุของอาการที่ผิดปกติ :อาจกินอาหารรสจัดเกินไปจนลำไส้มีปัญหาในการดูดซึม

โซนที่ 14
ตำแหน่งของสิว ลำคอ และหน้าอก
สาเหตุของอาการที่ผิดปกติ :ความเครียด

วันนี้ถ้าส่องกระจกดูสิว ก็อย่าลืมสังเกตสุขภาพร่างกายไปพร้อม ๆ กันด้วยนะคะ


ข้อมูลจาก สถาบัน Leonard Drak
ที่มา : http://radio.mcot.net/fm99/views.php?text_id=11277

วิธีสยบ "อารมณ์โกรธ"และขจัด "ความเครียด"




“ความ โกรธ” เป็นเรื่องปกติและเป็นอารมณ์ที่มักเกิดขึ้นกับใครหลายคนได้บ่อย ๆ แต่หากอารมณ์โกรธนั้นสะสมในจิตใจนาน ๆ จะยิ่งก่อให้เกิดผลร้ายต่อสุขภาพร่างกายได้มากมาย เสมือนลูกไฟแห่งความโกรธที่ถูกสะสมขึ้นทุกทีๆ จนเผาไหม้ทั้งกายและใจให้ร้อนรุ่ม ซึ่งผลกระทบที่มีต่อร่างกายอาจก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้เช่น เกิดโรคหัวใจ เพราะอารมณ์โกรธจะกระตุ้นให้หัวใจคุณบีบตัวเร็วและแรงขึ้น เกิดโรคความดันโลหิตสูง ฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้ร่างกายไม่สามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการเกิด "โรคเครียด" และปัญหาสุขภาพจิตต่างๆ ตามมา


นาย แพทย์ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าวว่า อารมณ์โกรธมักเกิดขึ้นเมื่อเรารู้สึกว่าต้องเป็นฝ่าย “ถูกกระทำ” เช่น ถูกตำหนิ ถูกนินทา ถูกใช้งานหนัก ถูกขับรถปาดหน้า ถูกโกง ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกทำให้อับอาย เป็นต้น ปกติคนเราเมื่อโกรธแล้วมักจะขาดสติ และทำอะไรแบบหุนหันพลันแล่น ซึ่งทำให้อาจจะต้องมานั่งเสียใจในภายหลัง เช่น โกรธแล้วไปทำร้ายร่างกายหรือฆ่าผู้อื่นก็ต้องติดคุก หมดอนาคต โกรธแล้วทำหน้างอ พูดจาหยาบคาย ก็เป็นการก่อศัตรูทำให้เสียสัมพันธภาพต่อกันเป็นต้น ที่ร้ายกว่านั้นคือ โกรธแล้วความดันโลหิตจะสูงขึ้น หัวใจจะเต้นเร็วและแรงขึ้น ส่งผลเสียต่อสุขภาพ อาจถึงขั้นเส้นเลือดในสมองแตก ทำให้เป็นอัมพฤกษ์อัมพาต หรือไม่ก็หัวใจวายได้ นอกจากนี้ กล้ามเนื้อจะหดเกร็งตัว หรือเกิดความเครียดสูง ส่งผลบริเวณใบหน้า ทำให้มีริ้วรอยเหี่ยวย่น โกรธบ่อย ๆ จะทำให้เกิดความเครียดสูงและแลดูแก่กว่าวัยอันควร !


อธิบดี กรมสุขภาพจิต ให้คำแนะนำว่าคนเราควรฝึกที่จะจัดการกับอารมณ์โกรธให้ได้ อย่าให้ความโกรธทำร้ายตัวเอง และทำร้ายผู้อื่น วิธีจัดการกับความโกรธอย่างง่าย ๆ คือ ให้ฝึกสังเกตอารมณ์ของตัวเอง และให้รู้ตัวทันทีว่าโกรธ เช่น บอกกับตัวเองว่า “ฉันโกรธแล้วนะ” เป็นต้น เพราะการรู้ตัวเองตั้งแต่เริ่มโกรธ จะช่วยให้เราหยุดยั้งพฤติกรรมรุนแรงที่จะตามมาหลังความโกรธได้ เมื่อรู้ตัวว่าเริ่มโกรธแล้ว ให้หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกช้าๆ ตั้งสติอยู่กับลมหายใจแบบนี้สักพักหนึ่ง คงเคยได้ยินได้ฟังคำแนะนำกันมาบ้างแล้วว่า เวลาโกรธให้ นับ 1-10 จะช่วยลดความโกรธได้ ซึ่งก็เป็นความจริง แต่แทนที่จะนับเลขแบบเร็ว ๆ ก็ให้นับลมหายใจเข้าออกแทน หลังจากหายใจช้าๆ แล้ว ก็ควรทำอะไรให้ช้าลงด้วย เช่น ขับรถให้ช้าลง พูดให้ช้าลง พร้อมทั้งผ่อนคลายร่างกายส่วนต่าง ๆ เช่น ถ้ากำหมัด ก็คลายออก ถ้าทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ก็ผ่อนคลายใบหน้า ถ้ายืนตัวแข็ง ก็ให้นั่งลง เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ในท่าที่สบาย ๆ เป็นต้น ถ้าออกจากสถานการณ์ที่ทำให้โกรธได้ ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการทะเลาะวิวาทกันได้


ด้าน ของ “ความเครียด” ที่ตามมาหลังจากอารมณ์โกรธ เป็นปฏิกิริยาตอบสนองของบุคคลเมื่อต้องพบเจอกับ สิ่งที่ไม่พึงประสงค์ไม่พอใจหรือสิ่งที่คุกคาม กดดันกับชีวิตความเป็นอยู่ของเรา ก็จะส่งผลเสียต่อร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรมของคนเราได้ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่าคนที่มีความเครียดสูงนั้น มักจะมีอาการผิดปกติของร่างกาย ได้แก่

- ปวดหัว เป็นไมเกรน
- ปวดท้อง อ่อนเพลีย ท้องอืด ท้องผูก ท้องเสีย
- นอนไม่หลับ เป็นต้น
- มีความผิดปกติทางจิตใจ เช่น หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว ท้อแท้ ซึมเศร้า เป็นต้น
- มีความผิดปกติทางพฤติกรรม เช่น สูบบุหรี่จัด ดื่มสุรามากขึ้น จู้จี้ขี้บ่น เก็บตัว ชอบชวนทะเลาะ กัดเล็บ นอนกัดฟัน

สำหรับ วิธีการจัดการกับความเครียดมีหลายวิธีด้วยกัน เช่น หันมาให้ความสนใจกับการออกกำลังกาย เล่นกีฬา ดูหนัง ฟังเพลง ร้องเพลง เล่นดนตรี อ่านหนังสือ ท่องเที่ยว เล่นกับลูก เล่นกับสัตว์เลี้ยง ปลูกต้นไม้ ไปเสริมสวย นวดตัวนวดหน้า พบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ทำบุญทำทาน สวดมนต์ไหว้พระ ทำสมาธิ เป็นต้น ซึ่งแต่ละวิธีสามารถเลือกใช้เพื่อผ่อนคลายความเครียดทุกรูปแบบได้


เคล็ด ลับของการจัดการกับความเครียดก็คือ การทำกิจกรรมที่ตรงกันข้ามกับงานที่ทำอยู่ประจำ เช่น ถ้าทำงานนั่งโต๊ะทั้งวัน เลิกงานก็ควรคลายเครียดด้วยการเคลื่อนไหวร่างกาย ถ้าทำงานที่ต้องวิ่งวุ่นทั้งวัน ก็ควรคลายเครียดด้วยการพักผ่อนอยู่นิ่งๆ ความเครียดนั้นเกิดขึ้นได้ในทุก สถานการณ์ หรือทุกวัน วันละหลายๆ ครั้ง การผ่อนคลายความเครียดจึงต้องทำเป็นประจำทุกวัน วันละหลายๆ ครั้งด้วย จึงควรเตรียมวิธีการคลายเครียดเอาไว้ให้หลากหลาย เพื่อจะได้เลือกใช้ให้เหมาะกับเวลาและสถานที่ และเพื่อป้องกันความเบื่อหน่ายด้วย


อย่า ปล่อยให้ปัญหาที่ส่งผลให้เกิดความโกธรและความเครียดคุกคามอยู่ฝ่ายเดียว ควรจัดการกับความโกธรและความเครียดเสียแต่เนิ่น ๆ แล้วชีวิตเราจะมีความสุขมากขึ้นอย่างแน่นอน

กรมสุขภาพจิต