ค้นหาบล็อกนี้

วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ตัวคุณ VS ความคิดของคุณ


ตัวคุณ VS ความคิดของคุณ

ผม จะพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ระหว่างการต่อสู้ระหว่างตัวคุณ กับความคิดของคุณ ซึ่งทุก ๆ ครั้งคุณคงต้องทำการสู้กับความคิดในหัวของคุณ เป็นอย่างมาก เพื่อให้คุณสามารถลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ที่คุณเห็นว่าสมควรทำได้ แต่ถึงอย่างไร ผมก็ยังเชื่อว่าส่วนใหญ่ คุณอาจจะยอมแพ้ให้กับความคิดของคุณ และเลือกที่จะไม่ทำสิ่งที่คุณสมควรทำ และนั่นเองเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณ ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่คุณคาดหวังไว้ คุณพร้อมที่จะเข้าใจถึงการต่อสู้ระหว่างตัวคุณ กับความคิดของคุณแล้วหรือยัง ?

ก่อนอื่นคุณจำเป็นต้องเข้าใจ และยอมรับให้ได้เสียก่อนว่า ภายในตัวของคุณ เปรียบเสมือนว่ามีคุณอยู่ใน 2 ด้าน ก็คือด้านดีและด้านมืด และด้านดีของคุณก็คือสิ่งที่คุณเป็นที่แท้จริง และเป็นสิ่งที่คุณเกิดมา เพื่อเป็นโดยเฉพาะ แต่ด้านมืดของคุณ คือสิ่งที่คุณถูกหล่อหลอมขึ้นมา จากสิ่งต่าง ๆ รอบตัวคุณ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ของคุณ สังคม จากการกระทำ คำพูด หรือความคิด

ขอให้คุณได้จินตนาการว่าตัวคุณ นั้นเกิดมาเปรียบเสมือนกับภาชนะเปล่า ๆ ที่ยังไม่บรรจุสิ่งใดลงไปเลย และเมื่อคุณเริ่มเติบโตขึ้น คุณก็ถูกเติมความคิดต่าง ๆ เข้าไป ไม่ว่าจะจากคำสอนของพ่อแม่ของคุณ คำสอนจากคุณครูที่โรงเรียน วัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไป หรือจากศาสนาของคุณ ที่จะเติมความคิดต่าง ๆ เข้าไป ให้กับคุณ ซึ่งความคิดต่าง ๆ เหล่านั้นเองที่เป็นสิ่งที่คุณใช้ในการตัดสินการลงมือทำสิ่งต่าง ๆ และในที่สุดก็กลายเป็นอีกด้านของคุณ หรือที่ผมขอเรียกว่าด้านมืดนั่นเอง

สาเหตุที่ผมเรียกว่าด้านมืด ไม่ใช่เพราะว่าด้านนี้เป็นด้านที่ไม่ดี อันที่จริงด้านมืดนี้มีหน้าที่ ที่จะทำทุก ๆ อย่างเพื่อปกป้องคุณจากสิ่งที่คุณไม่ต้องการได้รับ ซึ่งก็คือความอาย ความผิดหวัง ความผิดพลาด ดังนั้นนี่จึงเป็นเหตุผล ที่เหตุใดบางครั้งคุณจึงไม่สามารถลงมือทำ ในสิ่งที่คุณสมควรทำได้ ก็เพราะคุณถูกด้านมืดนี้หยุดยั้งคุณไว้นั่นเอง

คุณจำเป็นต้องทำความเข้าใจให้ได้ ว่าความเชื่อ และความคิด ที่คุณถูกตั้งโปรแกรมมานั้น ไม่ได้เป็นสิ่งผิด หรือถูกแบบ 100% เพราะสิ่งที่คุณถูกตั้งโปรแกรม คุณถูกตั้งโปรแกรมจากความเชื่อ หรือประสบการณ์ของผู้ตั้งโปรแกรมให้กับคุณ คุณลองจินตนาการง่าย ๆ ดังต่อไปนี้ ถ้าคุณเกิดมาในครอบครัวที่รับราชการมาหลายชั่วอายุคน คุณย่อมถูกสอนว่าการทำงานราชการ เป็นงานที่มีเกียรติ และการทำงานอย่างอื่น ไม่สามารถเปรียบเทียบกับงานราชการได้ ดังนั้นถึงแม้ว่าคุณจะมีโอกาสที่ดี ในการลงมือทำธุรกิจของคุณ แต่คุณก็จะเลือกที่จะไม่ทำ และหาทางทำงานราชการเช่นเดิม และลองคิดกลับกันว่าถ้าคุณเกิดมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจมาทั้งหมด คุณจะถูกสอนเช่นไร

คุณต้องจดจำไว้ว่าด้านมืดของคุณ นั้นไม่ใช่ตัวคุณ เป็นแต่เพียงสิ่งที่คอยฉุดรั้งคุณ ในกรณีที่คุณถูกตั้งโปรแกรมมาแบบผิด ๆ คำว่าผิด ๆ นี้ผมไม่ได้บอกว่าถูกตั้งโปรแกรมไม่ดี แต่หมายถึงความเชื่อที่คุณถูกตั้งโปรแกรมนี้ ไม่ได้เอื้อต่อการประสบความสำเร็จของคุณ

ดังนั้นคุณคงเห็นแล้วว่า การที่คุณจะสามารถได้ัรับผลลัพธ์ที่คุณต้องการได้ คุณจำเป็นต้องเอาชนะความคิดของคุณ ให้ได้ ซึ่งหัวข้อต่อไปผมจะมาพูดถึง วิธีการเอาชนะความคิดเหล่านั้นให้กับคุณ

การควบคุมความกลัวของคุณ


การควบคุมความกลัวของคุณ


คุณ คงตระหนักแล้วว่า ความคิดที่หยุดยั้งคุณไว้ นั่นก็คือความกลัว ไม่ว่าจะเป็นกลัวดูไม่ดี กลัวล้มเหลว หรือกลัวการถูกปฏิเสธ นั่นจึงทำให้ตัวตนด้านมืดของคุณ พยายามกระตุ้นให้คุณ หยุดการลงมือทำในสิ่งที่ควรทำ นั่นจึงทำให้คุณไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ ดังนั้นคุณจึงจำเป็นต้องรู้จักกับวิธีการควบคุมความกลัวของคุณ เพื่อที่จะทำให้คุณสามารถเอาชนะตัวตนด้านมืดของคุณได้ และส่งผลให้คุณกล้าลงมือทำ ซึ่งในที่สุดคุณย่อมได้รับสิ่งที่คุณต้องการกลับมา คุณพร้อมที่จะควบคุมความกลัวหรือยัง ?

บางคนอาจจะสงสัยว่าทำไมผมจึงใช่คำว่าควบ คุมความกลัว มากกว่าที่จะขจัดความกลัว หรือทำลายความกลัวให้หมดไป สาเหตุก็เพราะว่าความกลัวของคุณ เป็นด้านมืด และเป็นอีกส่วนหนึ่งของตัวคุณ อย่างที่ผมได้พูดไปแล้วในหัวข้อก่อนหน้านี้ ซึ่งเมื่อความกลัวนั้นเป็นส่วนหนึ่งของตัวคุณ จึงเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะสามารถขจัดความกลัวให้หมดไป ดังนั้น ถ้ามีคนกำลังคิดจะขจัดความกลัวให้หมดไป ผมขอบอกเลยว่าไม่สามารถเป็นไปได้ ตราบใดก็ตามที่คุณยังเป็นมนุษย์อยู่ เพราะความกลัวนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นมนุษย์

ความกลัวในบางเรื่องนั้นส่งผลดีต่อชีวิต ของเรา เช่นตอนเด็ก ๆ ถ้าเราเคยโดนไฟดูดจากการเอานิ้วแหย่ปลั๊กไฟ เราก็จะไม่ทำอีก หรือเมื่อเราจับกระทะที่ทอดอาหารใหม่ ๆ แล้วมือของเราโดนไฟลวก เราก็จะไม่ทำอีก ซึ่งนี่เป็นข้อดีของความกลัว ที่ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข โดยไม่ต้องเสี่ยงกับอาการบาดเจ็บ หรือความเจ็บปวด ที่อาจจะเกิดขึ้น แต่ความกลัวนั้นเอง ก็มีส่วนที่ไม่ดีอยู่ ด้วยความที่หน้าที่ของความกลัว หรือด้านมืดของเรานั้น มีไว้เพื่อปกป้องตัวเรา จากการลงมือทำสิ่ง ต่าง ๆ ที่อาจจะส่งผลให้กับเราได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม เช่น คุณถูกปฏิเสธจากผู้มุ่งหวัง ที่คุณชักชวนเข้าร่วมธุรกิจกับคุณ และสมองของคุณก็จัดการบันทึกความเจ็บปวด เสียใจที่คุณได้รับนั้นไว้ ทำให้เมื่อคุณมีโอกาส ที่จะออกไปแนะนำธุรกิจให้กับผู้มุ่งหวังอีกครั้ง ด้านมืดของคุณจะพยายามปกป้องคุณจากโอกาสที่คุณจะได้รับความเจ็บปวด เสียใจ จากการถูกปฏิเสธอีกครั้ง และจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะยุดยั้งคุณ ซึ่งคุณก็จะเชื่อว่าสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่นั้น จะนำมาซึ่งความผิดหวัง และความเจ็บปวด เฉกเช่นกับการเอานิ้วมือแหย่เข้าไปในปลั๊กไฟ ถึงแม้ว่าจริง ๆ แล้วทั้ง 2 เหตุการณ์จะแตกต่างกัน แต่คุณจะมีความเชื่อแบบเดียวกัน

การจัดการกับความกลัว เป็นสิ่งที่สำคัญ และการจัดการความกลัวที่ว่าก็คือ การรับรู้ถึงความกลัว สัมผัสถึงความกลัวให้ถึงก้นบึ้งของความกลัว เข้าใจถึงสาเหตุของความกลัว ซึ่งเมื่อคุณได้ใช้วิจารณญาณ ตัดสินความกลัวนั้นแล้ว คุณจะเข้าใจว่าสิ่งใดที่คุณสมควรกลัว เพราะด้วยการใช้เหตุผล คิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล คุณจะเข้าใจได้ว่า คุณสมควรกลัวการเอานิ้วมือแหย่ปลั๊กไฟ แต่ไม่สมควรกลัวการแนะนำธุรกิจให้กับผู้มุ่งหวัง

ผู้ที่เข้าใจการจัดการกับความกลัว นั้นก็เปรียบเสมือนกับหมองู ที่สามารถสั่งการหมองูให้ทำตามที่พวกเขาต้องการได้ ซึ่งคุณสามารถนำความกลัวที่มี และใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวคุณได้ หรือคุณสามารถเลือกที่จะไม่สนใจความกลัว และลงมือทำ ในสิ่งที่คุณคิดว่าสมควรทำ เพื่อที่จะทำให้คุณได้รับผลลัพธ์ ทั้งหมดนั้นคุณสามารถทำได้ด้วยการเชื่อหัวใจของคุณ มากกว่าสมอง ลงมือทำตามหัวใจของคุณ ไม่จำเป็นต้องคิด และคุณจะสามารถควบคุมและจัดการความกลัว และในที่สุดคุณจะสามารถทำให้เสียงของความกลัวนั้นเงียบลงได้

รู้จักกับเบื้องลึกของความกลัว


รู้จักกับเบื้องลึกของความกลัว

ผมได้พูดถึงความกลัว ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ว่ามีสาเหตุอย่างไร และความกลัวนั้น หยุดยั้งคุณจากการได้รับผลลัพธ์ที่คุณต้องการได้อย่างไร แต่ก็อาจจะมีหลาย ๆ คน ที่อาจจะยังไม่สามารถแยกแยะ และไม่เข้าใจถึงเบื้องลึกของความกลัว ดังนั้นผมจึงอยากจะพูดถึงเบื้องลึกของความกลัวนั้น เพื่อที่จะให้ทุก ๆ ท่าน มีความเข้าใจ และจะได้สามารถนำความเข้าใจนี้ ไปจัดการกับความกลัวให้ได้อย่างประสิทธิภาพ คุณพร้อมที่จะรู้จักกับเบื้องลึกของความกลัวนี้หรือยัง ?

ที่มาของความกลัวที่แท้จริงนั้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะความกลัวที่เกิดขึ้น นั้นมาจาก การคาดการณ์ถึงความเจ็บปวดที่จะตามมา ซึ่งด้วยการคาดการณ์นี้ เราจึงหยุดยั้งตัวเองจากการลงมือทำ และปล่อยให้ความกลัวนั้นหยุดยั้งเรา เนื่องจากเรามองเห็นว่า ในอนาคตอันใกล้ถ้าเรายังทำสิ่งนี้ต่อไป เราจะได้รับความเจ็บปวดกลับมานั่นเอง

หลาย ๆ คน จึงเกิดคำถามในใจขึ้นมาว่า ถ้า…. ถ้าเค้าไม่ตอบรับล่ะ ถ้าเค้าไม่ยอมฟังล่ะ ถ้าเค้าด่าเราล่ะ ถ้าเค้าทำร้ายร่างกายเราหล่ะ ซึ่งถ้าคุณสังเกตุเห็น คุณจะเห็นได้ว่าคำถามถ้า… นี้ เป็นการแทนความกลัวที่ดี เพราะการถามคำถามเหล่านี้ เนื่องจากคุณกำลังคาดการณ์ ถึงผลลัพธ์แย่ ๆ ที่จะตามมา ถ้าหากคุณลงมือทำในสิ่งนั้น ๆ

ผมจึงอยากจะถามคุณว่าคุณคิดว่า คำถามถ้า…. นั้นเป็นเรื่องจริง หรือเรื่องราวที่คุณสร้างขึ้นมา จากประสบการณ์การทำธุรกิจเครือข่ายของผม ถึงแม้ผมจะเข้าไปแนะนำธุรกิจให้กับผู้มุ่งหวังที่ห้างสรรพสินค้า ผมก็ยังไม่ได้รับการปฏิเสธ จากทุก ๆ คนเสียทีเดียว และก็มีบางคนที่ตกลงเข้าร่วมธุรกิจกับผม ในขณะที่ด้านมืดของผมก็เฝ้าถามคำถามถ้า… นี้เช่นเดียวกัน ว่าถ้าเค้าปฏิเสธล่ะ ถ้าเค้าด่าเราล่ะ แต่ถึงอย่างไรผมก็ยังลงมือทำ ซึ่งสิ่งที่ผมต้องการที่จะสื่อสารคือ ไม่มีทางที่การลงมือทำ 10 ครั้ง จะได้รับผลลัพธ์เช่นเดิม และไม่มีทางที่จะถูกปฏิเสธทุก ๆ ครั้ง ดังนั้นคำถามถ้า… จึงเป็นสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นในโลกของความเป็นจริง แต่เป็นคำถามที่เกิดขึ้นแต่เพียงในหัวคุณเท่านั้น และโชคร้ายเหลือเกินที่คำถามนี้ เลือกที่จะจดจำคำตอบเฉพาะที่คุณผิดหวัง ล้มเหลว เสียใจ เจ็บปวดเท่านั้น แต่ไม่เคยจดจำช่วงเวลาแห่งความสำเร็จ ความสุขของคุณ นอกจากคุณจะผ่านการฝึกฝนการชื่นชมความสำเร็จ อย่างมีประสิทธิภาพมาก่อน ดังนั้นสมองของคุณจึงไม่เคย ประมวลคำตอบของคำถามถ้า… ออกมาได้เลย คุณจึงไม่เคยคิดว่า ถ้าเค้าตอบตกลงกับเราล่ะ ถ้าเค้าตั้งใจประสบความสำเร็จกับเราจริง ๆ ล่ะ ซึ่งถ้าสมองคุณคิดเช่นนี้แทนที่จะเป็นด้านลบ คุณคงจะรีบวิ่งเข้าไปหาผู้มุ่งหวังคนนั้นทันที จริงหรือไม่ครับ ?

ผมบอกคุณได้เลย ว่าความกลัวที่คุณมีอยู่นั้น เป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เป็นเรื่องของอนาคต และไม่มีผลลัพธ์ที่ตายตัวแน่นอน ดังนั้นจงอย่าเชื่อเสียงเล็ก ๆ ที่บอกคุณว่าคุณจะต้องพบกับความผิดหวัง ล้มเหลว เจ็บปวด จงคิดว่าคุณกำลังทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่แล้วหรือยัง ถ้าสิ่งนั้นถูกต้องอยู่แล้ว ก็เพียงแต่ทำต่อไป อย่าหยุดเท่านั้นเอง

อนาคตนั้นเป็นภาพลวงตา ของทุก ๆ คน เพราะอนาคตเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น คุณไม่สามารถยกมือขวาของคุณในวันพรุ่งนี้ได้ และถึงแม้คุณคิดว่าคุณอาจจะทำได้ ก็อาจจะมีปัจจัยหลาย ๆ ปัจจัยที่ส่งผลให้คุณไม่สามารถทำได้ และเช่นนั้นเอง สิ่งที่คุณกลัวว่าจะเกิดขึ้นจากคำถามถ้า… จึงเป็นภาพลวงตา ที่ด้านมืดของคุณ สร้างขึ้นมา เพื่อให้คุณกลัวเท่านั้นเองรู้จักกับเบื้องลึกของความกลัว

การสร้างทีมงานให้ประสบความสำเร็จ


การสร้างทีมงานให้ประสบความสำเร็จ


การ ทำธุรกิจเครือข่ายให้ประสบผลสำเร็จ นอกจากการที่คุณเองจะต้องมีการตั้งเป้าหมายขนาดใหญ่ และลงมือทำอย่างหนักแล้ว อีกประการที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือ ทีมงานของคุณ ซึ่งถ้าคุณรู้วิธีการสร้างทีมงานให้ประสบความสำเร็จได้ คุณก็มีผู้ช่วยผ่อนแรงของคุณ เพื่อนำพาให้คุณสามารถไปสู่เป้าหมายที่คุณตั้งไว้ อย่างรวดเร็วขึ้น และนี่คือสิ่งที่ผมอยากจะบอกเล่ากับคุณในวันนี้ การสร้างทีมงานของคุณให้ประสบความสำเร็จ คุณพร้อมที่จะรู้ความลับนี้แล้วหรือยัง ?

ต่อไปนี้คือ 4 เคล็ดลับ ของการสร้างทีมงานให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งคุณสามารถนำไปใช้ได้อย่างง่าย

ข้อ 1 ตรวจสอบประวัติของทีมงานแต่ละคนของคุณ
ดู ข้อมูลต่าง ๆ ของทีมงานของคุณให้ชัดเจน ว่าทีมงานของคุณมีพื้นเพเช่นไร มีที่มาเป็นอย่างไร และมีความสามารถหรือความเชี่ยวชาญ ในด้านใด เพื่อที่คุณจะได้สามารถชดเชยจุดอ่อนของพวกเขา และเสริมสร้างจุดแข็งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นไปได้ ซึ่งข้อ 1 นี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ในทุก ๆ ขั้นตอน เพราะคุณจะได้สามารถเลือกสิ่งที่เหมาะสมให้กับทีมงานแต่ละคนของคุณได้

ข้อ 2 ตรวจสอบระดับความต้องการของทีมงานแต่ละคน
ถ้า พวกเขาเป็นผู้ที่มีความต้องการในระดับสูง นั่นถือว่าเป็นเรื่องดี แต่คุณเองก็จำเป็นต้องแยกแยะความต้องการให้ออก เพราะความต้องการนั้นแบ่งออกเป็น 3 ระดับด้วยกัน นั่นก็คือระดับที่อยากได้เฉย ๆ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ระดับที่ต้องการอยากได้ และระดับที่สามารถทำทุก ๆ อย่างเพื่อให้ได้มา และต้องระวังการสร้างภาพความต้องการ หรือการอยากแต่ปาก ซึ่งคุณสามารถตรวจสอบได้จากการจัดการนัดหมาย ทีมงานแต่ละคน เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องความต้องการ เป้าหมายของพวกเขา ซึ่งคุณย่อมสามารถแยกแยะได้ ว่าระดับความต้องการของทีมงานคนนั้นของคุณ อยู่ในระดับใด จากการพูดคุย เพราะถ้าคุณสามารถสัมผัสได้ถึงความฝัน เป้าหมายของพวกเขา นั่นแสดงว่าพวกเขานั้นมีความต้องการอย่างสูง ในขณะที่ถ้าคุณไม่สามารถสัมผัสถึงความฝันเหล่านั้น แสดงว่าพวกเขาไม่ได้ต้องการอย่างแท้จริง หรือต้องการเพียงแค่ปากเท่านั้น

ข้อ 3 ตรวจสอบการตอบรับของทีมงานแต่ละคน
การตรวจสอบ การตอบรับทีมงานแต่ละคน ก็คือการทดสอบพันธะสัญญาของพวกเขา ว่ามีมากน้อยเพียงใด ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาเป็นอย่างไร ด้วยการนัดหมาย และตรวจสอบการตรงต่อเวลา การมอบหมายงานให้ แล้วตรวจสอบความคืบหน้าของงาน ซึ่งด้วยวิธีนี้คุณจะสามารถตรวจสอบได้ว่า ใครเหมาะที่จะเป็นหนึ่งในทีมงานของคุณ หรือใครคือจุดอ่อนที่คุณจำเป็นต้องกำจัด เพื่อให้ทีมของคุณสามารถประสบความสำเร็จไปด้วยกันได้

ข้อ 4 ตรวจสอบผลการทำงานของทีมงานแต่ละคน
ผลลัพธ์ คือตัววัดอัตราการประสบความสำเร็จได้ดีที่สุด ซึ่งการวัดผลลัพธ์นั้นแบ่งออกเป็น 2 ประการ ประการแรกคือ การวัดจากปริมาณการทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่แล้ววิธีการนี้จะใช้กับ ผู้ร่วมทีมหน้าใหม่เท่านั้น ซึ่งคุณอาจจะมีพันธะสัญญาให้พวกเขาทำการโทรหาผู้มุ่งหวังให้ได้ 10 คน ภายใน 1 อาทิตย์ และเมื่อผ่านพ้นอาทิตย์นั้นไป คุณก็ถามพวกเขาว่าสามารถทำการโทรได้กี่คน ถ้าคำตอบที่ได้คือข้อแก้ตัวต่าง ๆ ว่าทำไมพวกเขาจึงไม่สามารถทำได้ คุณก็เพียงแต่ถามพวกเขาไปว่า คุณต้องการได้เพียงตัวเลข 1 ถึง 10 เท่านั้น และเมื่อคุณทราบตัวเลขดังกล่าวแล้ว ถ้าตัวเลขนั้นไม่เป็นที่น่าพอใจ คุณอาจจะให้โอกาสพวกเขาอีกครั้ง แต่ถ้าในอาิทิตย์ถัด ๆ มา ยังเป็นเช่นเดิม คุณอาจจะพิจารณานำตัวเขาออกจากทีมของคุณ เพราะเขาไม่สามารถรักษาพันธสัญญาได้ และการวัดประการที่สองก็คือ การวัดผลลัพธ์ที่สามารถจับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นยอดขาย ยอดผู้เข้าร่วมธุรกิจ ซึ่งคุณจะสามารถทราบได้ว่าใครเหมาะกับงานขาย และใครเหมาะกับงานชวนผู้มุ่งหวังนั่นเอง

ถ้าคุณทำตามเคล็ดลับทั้ง 4 ข้อ ความสามารถของคุณในฐานะหัวหน้าทีมจะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ และในที่สุด คุณจะสามารถสร้างทีมงานที่ประสบความสำเร็จได้ตามที่คุณต้องการ

For your success....

Thongchanh Phonthachack

Network Consultand

การสร้างทีมงานให้ประสบความสำเร็จ

การสร้างทีมงานให้ประสบความสำเร็จ


การ ทำธุรกิจเครือข่ายให้ประสบผลสำเร็จ นอกจากการที่คุณเองจะต้องมีการตั้งเป้าหมายขนาดใหญ่ และลงมือทำอย่างหนักแล้ว อีกประการที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือ ทีมงานของคุณ ซึ่งถ้าคุณรู้วิธีการสร้างทีมงานให้ประสบความสำเร็จได้ คุณก็มีผู้ช่วยผ่อนแรงของคุณ เพื่อนำพาให้คุณสามารถไปสู่เป้าหมายที่คุณตั้งไว้ อย่างรวดเร็วขึ้น และนี่คือสิ่งที่ผมอยากจะบอกเล่ากับคุณในวันนี้ การสร้างทีมงานของคุณให้ประสบความสำเร็จ คุณพร้อมที่จะรู้ความลับนี้แล้วหรือยัง ?

ต่อไปนี้คือ 4 เคล็ดลับ ของการสร้างทีมงานให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งคุณสามารถนำไปใช้ได้อย่างง่าย

ข้อ 1 ตรวจสอบประวัติของทีมงานแต่ละคนของคุณ
ดู ข้อมูลต่าง ๆ ของทีมงานของคุณให้ชัดเจน ว่าทีมงานของคุณมีพื้นเพเช่นไร มีที่มาเป็นอย่างไร และมีความสามารถหรือความเชี่ยวชาญ ในด้านใด เพื่อที่คุณจะได้สามารถชดเชยจุดอ่อนของพวกเขา และเสริมสร้างจุดแข็งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นไปได้ ซึ่งข้อ 1 นี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ในทุก ๆ ขั้นตอน เพราะคุณจะได้สามารถเลือกสิ่งที่เหมาะสมให้กับทีมงานแต่ละคนของคุณได้

ข้อ 2 ตรวจสอบระดับความต้องการของทีมงานแต่ละคน
ถ้า พวกเขาเป็นผู้ที่มีความต้องการในระดับสูง นั่นถือว่าเป็นเรื่องดี แต่คุณเองก็จำเป็นต้องแยกแยะความต้องการให้ออก เพราะความต้องการนั้นแบ่งออกเป็น 3 ระดับด้วยกัน นั่นก็คือระดับที่อยากได้เฉย ๆ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ระดับที่ต้องการอยากได้ และระดับที่สามารถทำทุก ๆ อย่างเพื่อให้ได้มา และต้องระวังการสร้างภาพความต้องการ หรือการอยากแต่ปาก ซึ่งคุณสามารถตรวจสอบได้จากการจัดการนัดหมาย ทีมงานแต่ละคน เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องความต้องการ เป้าหมายของพวกเขา ซึ่งคุณย่อมสามารถแยกแยะได้ ว่าระดับความต้องการของทีมงานคนนั้นของคุณ อยู่ในระดับใด จากการพูดคุย เพราะถ้าคุณสามารถสัมผัสได้ถึงความฝัน เป้าหมายของพวกเขา นั่นแสดงว่าพวกเขานั้นมีความต้องการอย่างสูง ในขณะที่ถ้าคุณไม่สามารถสัมผัสถึงความฝันเหล่านั้น แสดงว่าพวกเขาไม่ได้ต้องการอย่างแท้จริง หรือต้องการเพียงแค่ปากเท่านั้น

ข้อ 3 ตรวจสอบการตอบรับของทีมงานแต่ละคน
การตรวจสอบ การตอบรับทีมงานแต่ละคน ก็คือการทดสอบพันธะสัญญาของพวกเขา ว่ามีมากน้อยเพียงใด ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาเป็นอย่างไร ด้วยการนัดหมาย และตรวจสอบการตรงต่อเวลา การมอบหมายงานให้ แล้วตรวจสอบความคืบหน้าของงาน ซึ่งด้วยวิธีนี้คุณจะสามารถตรวจสอบได้ว่า ใครเหมาะที่จะเป็นหนึ่งในทีมงานของคุณ หรือใครคือจุดอ่อนที่คุณจำเป็นต้องกำจัด เพื่อให้ทีมของคุณสามารถประสบความสำเร็จไปด้วยกันได้

ข้อ 4 ตรวจสอบผลการทำงานของทีมงานแต่ละคน
ผลลัพธ์ คือตัววัดอัตราการประสบความสำเร็จได้ดีที่สุด ซึ่งการวัดผลลัพธ์นั้นแบ่งออกเป็น 2 ประการ ประการแรกคือ การวัดจากปริมาณการทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่แล้ววิธีการนี้จะใช้กับ ผู้ร่วมทีมหน้าใหม่เท่านั้น ซึ่งคุณอาจจะมีพันธะสัญญาให้พวกเขาทำการโทรหาผู้มุ่งหวังให้ได้ 10 คน ภายใน 1 อาทิตย์ และเมื่อผ่านพ้นอาทิตย์นั้นไป คุณก็ถามพวกเขาว่าสามารถทำการโทรได้กี่คน ถ้าคำตอบที่ได้คือข้อแก้ตัวต่าง ๆ ว่าทำไมพวกเขาจึงไม่สามารถทำได้ คุณก็เพียงแต่ถามพวกเขาไปว่า คุณต้องการได้เพียงตัวเลข 1 ถึง 10 เท่านั้น และเมื่อคุณทราบตัวเลขดังกล่าวแล้ว ถ้าตัวเลขนั้นไม่เป็นที่น่าพอใจ คุณอาจจะให้โอกาสพวกเขาอีกครั้ง แต่ถ้าในอาิทิตย์ถัด ๆ มา ยังเป็นเช่นเดิม คุณอาจจะพิจารณานำตัวเขาออกจากทีมของคุณ เพราะเขาไม่สามารถรักษาพันธสัญญาได้ และการวัดประการที่สองก็คือ การวัดผลลัพธ์ที่สามารถจับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นยอดขาย ยอดผู้เข้าร่วมธุรกิจ ซึ่งคุณจะสามารถทราบได้ว่าใครเหมาะกับงานขาย และใครเหมาะกับงานชวนผู้มุ่งหวังนั่นเอง

ถ้าคุณทำตามเคล็ดลับทั้ง 4 ข้อ ความสามารถของคุณในฐานะหัวหน้าทีมจะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ และในที่สุด คุณจะสามารถสร้างทีมงานที่ประสบความสำเร็จได้ตามที่คุณต้องการ

For your success....

2 สิ่งที่คุณจำเป็นต้องเลือก ในชีวิตของคุณ


2 สิ่งที่คุณจำเป็นต้องเลือก ในชีวิตของคุณ


ผม อยากจะพูดถึงทางเลือกหนึ่งในชีวิตของคุณ ที่คุณจำเป็นต้องเลือก ซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะไม่เข้าใจ ในการเลือกนี้ ทำให้พวกเขาไม่สามารถประสบความสำเร็จในชีวิต ซึ่งทางเลือกที่ว่านั้นก็คือ ผลลัพธ์ และเหตุผล ซึ่ง ทั้ง 2 อย่างนี้คุณสามารถเลือกได้เพียงแค่อย่างเดียว และวันนี้ผมจะมาเล่าถึงรายละเอียด และเหตุผลเพื่อประกอบการเลือกของคุณ ซึ่งทั้งหมดนี้ จะช่วยให้คุณเข้าใจ และสามารถเลือก เพื่อให้คุณได้รับผลลัพธ์เท่าที่คุณต้องการ คุณพร้อมที่จะเรียนรู้ และเลือกหรือยัง ?

ถ้าคุณลองสังเกตุชีวิตของคุณให้ดี เมื่อใดที่ผลลัพธ์ในชีวิต ไม่เป็นไปตามที่คุณคาดหวังไว้ หรือเมื่อคุณไม่สามารถทำสิ่งที่สมควรทำให้เสร็จได้ คุณก็จะมีเหตุผลมากมายเต็มไปหมด ซึ่งเหตุผลเหล่านั้นอันที่จริงแล้ว สมควรเรียกว่าข้ออ้างถึงจะถูก

กี่ครั้งในชีวิตของคุณ ที่คุณใช้ข้ออ้างต่าง ๆ เพื่อทำตัวคุณให้ดูดีในสายตาผู้อื่น เวลาที่คุณทำสิ่งที่ผิดพลาดลงไป เช่น เมื่อคุณไม่สามารถส่งงานทันตามกำหนด คุณก็อาจจะอ้างว่าเพราะเครื่องปริ้นซ์ที่บ้านเสีย ซึ่งจริง ๆ แล้วเครื่องปริ้นซ์อาจจะเสียจริง ๆ หรือ ไม่เสียก็ได้ แต่ถึงจะเสียจริง ๆ คุณก็ไม่รู้มาก่อน เพราะคุณเลือกที่จะทำงานในวันสุดท้าย ซึ่งทำให้คุณไม่มีเวลาในการแก้ไขสิ่งต่าง ๆ แม้แต่น้อย

ซึ่งการที่คุณพยายามปกป้องตัวคุณเอง เพราะคุณนั้นเป็นกังวลกับการดูไม่ดีของคุณ คุณจึงจำเป็นต้องหาเหตุผล ข้ออ้างต่าง ๆ เพื่อทำให้คุณดูดีในสายตาผู้อื่น โดยโทษสิ่งต่าง ๆ รอบตัวคุณ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าในขณะที่คุณกำลังทำเพื่อให้คุณดูดีอยู่นั้น คุณกำลังทำลายตัวตนที่แท้จริงของคุณ เพราะยิ่งคุณยกเหตุผลเพิ่มขึ้นมากมายเท่าใด คุณก็ยิ่งทำลายความเชื่อถือในตัวเองของคุณลงไปทุก ๆ วัน เพราะคุณต้องอย่าลืมว่าคนที่รู้ มีเพียงคุณ ไม่ใช่ใครอื่น

และตราบใดก็ตามที่ตัวคุณมีเหตุผลมากมาย เต็มไปหมด คุณย่อมไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ตามที่คุณต้องการได้อย่างแน่นอน เพราะเหตุผล คือข้ออ้างของการไม่ได้ผลลัพธ์นั้นเอง ดังนั้นถ้าคุณต้องการได้รับผลลัพธ์ คุณจำเป็นต้องขจัดเหตุผลออกไปจากตัวคุณ เพราะถ้าคุณสามารถลงมือทำแบบสุดความสามารถของคุณ คุณย่อมได้รับผลลัพธ์ หรือถ้าผลลัพธ์นั้นไม่เป็นไปตามที่คุณคาดหวังไว้ อย่างน้อยคุณก็ไม่จำเป็นต้องยกอ้างเหตุผลที่คุณไม่ได้รับผลลัพธ์ เพราะคุณได้ลงมือทำอย่างเต็มที่แล้วนั้นเอง

ผลลัพธ์ หรือเหตุผล คุณจำเป็นต้องเลือก และคุณจะเลือกสิ่งใด ? แต่ขอให้จดจำไว้ว่า ถ้าคุณต้องการได้รับผลลัพธ์ จงอย่ามีเหตุผลต่อทุก ๆ สิ่ง แต่ถ้าคุณยังมีข้ออ้าง เหตุผล คุณจะไม่มีวันได้รับผลลัพธ์เป็นอันขาด

For Your Success...
Mr thongchanh Phonthachack

Network Consuland

เทคนิคการขายอันทรงพลัง


เทคนิคการขายอันทรงพลัง


เรา ย่อมไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า การทำธุรกิจเครือข่ายนั้น จำเป็นที่จะต้องใช้ทักษะการขาย ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้ขายสินค้าก็ตาม แต่ถึงอย่างไรคุณก็ยังต้องขายโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้มุ่งหวัง ดังนั้น ผมจึงอยากที่จะแบ่งปันเทคนิคการขายอันทรงพลัง ซึ่งก็คือการที่คุณทำการขายเช่นเดียวกันกับที่คุณหมอรักษาคนไข้ ซึ่งถ้าคุณรู้เทคนิคการขายนี้ คุณจะสามารถสร้างประสิทธิภาพการขายของคุณให้ดียิ่งขึ้นได้ คุณอยากจะรู้หรือยัง ?

นักขายมืออาชีพ ล้วนแล้วแต่รู้ และใช้เทคนิคเหล่านี้ด้วยกันแทบทั้งหมด นั่นก็คือพวกเขาเอง มองว่าตัวเองเป็นหมอ และเหล่าลูกค้านั้นก็เปรียบเสมือนคนไข้ ซึ่งสินค้าหรือบริการของเขา เป็นสิ่งที่สามารถช่วยคนไข้ได้ โดยกระบวนการที่นักขายมืออาชีพใช้ ก็เป็นกระบวนการเดียวกันกับหมอที่รักษาคนไข้เช่นเดียวกัน นั่นก็คือ การสอบถามอาการ การวินิจฉัยโรค และการจ่ายยา นั่นเอง

ขั้นตอนแรกก็คือการสอบถามอาการ ซึ่งเป็นช่วงของการตั้งคำถาม เพื่อที่จะทำให้เรารู้ถึงปัญหาของคนไข้(ผู้มุ่งหวัง) ของเรา ซึ่งด้วยการตั้งคำถามเหล่านี้ คุณจำเป็นต้องคิดคำถามที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน เป็นชุดของคำถาม และขอให้จดจำไว้ด้วยว่า นี่เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของกระบวนการทั้งหมด ดังนั้นคุณควรจะใส่ใจกับคำตอบที่ได้รับอย่างแท้จริง และอย่าได้อนุมานคำตอบขึ้นมาเองเป็นอันขาด เพราะนั่นจะทำให้กระบวนการต่อ ๆ ไป ไม่ได้ผล

ขั้นตอนต่อไปก็คือการวินิจฉัยโรค ซึ่งในขั้นตอนนี้คุณจะต้องใช้คำตอบของคำถาม ที่คุณได้ถามไปในขั้นตอนแรก ซึ่งคำตอบที่คุณได้รับมาทั้งหมดนั้น คุณจำเป็นต้องนำมาประมวล เป็นคำถาม เพื่อถามกลับไปยังคนไข้(ผู้มุ่งหวัง)ของคุณ ซึ่งในกระบวนการนี้ จะเป็นการตอกย้ำให้ทั้งคุณ และคนไข้(ผู้มุ่งหวัง)ของคุณ ได้ตระหนักถึงปัญหาที่แท้จริงของพวกเขา พร้อม ๆ กัน

ขั้นตอนสุดท้ายก็คือการจ่ายยา หรือการปิดการขายนั่นเอง ซึ่งในขั้นตอนสุดท้าย เมื่อคุณได้รู้แล้วว่าปัญหาที่แท้จริงของผู้มุ่งหวังของคุณ คืออะไร คุณก็จะสามารถแสดงให้เห็นว่า สินค้า หรือโอกาสทางธุรกิจของคุณนั้น จะสามารถช่วยแก้ปัญหาให้กับพวกเขาได้อย่างไร และยิ่งไปกว่านั้น สินค้า หรือโอกาสทางธุรกิจของคุณ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขา ซึ่งพวกเขาไม่สามารถหาสิ่งที่ดีกว่านี้ได้อีกแล้ว

ผู้ที่ใช้ขั้นตอนเหล่านี้กับการขาย จะสามารถดำเนินการขายได้อย่างราบลื่น และได้รับผลสำเร็จจากการขายมากขึ้นอีกด้วย

For your success...
Thongchanh Phonthachack

ືNetwork Consultand

856 020 55670662